แผนพัฒนาท้องถิ่น(สามปีหรือสี่ปี)

 

แผนพัฒนาท้องถิ่น 4 ปี

(พ.ศ. 2561 – 2564 )

ขององค์การบริหารส่วนตำบลบ้านแป้ง

…………………………………………………

ส่วนที่ 1 สภาพทั่วไปและข้อมูลพื้นฐาน

  1. ด้านกายภาพ

1.1 ที่ตั้งของหมู่บ้านหรือชุมชนหรือตำบล
ตำบลบ้านแป้ง เป็นตำบลหนึ่งใน  18 ตำบลของอำเภอบางปะอิน  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ห่างจากที่ว่าการอำเภอทางทิศตะวันตก  ประมาณ 2.50 กิโลเมตร  มีพื้นที่ทั้งหมด  ประมาณ 8.372 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ  5,232.500 ไร่
มีอาณาเขตติดต่อกับตำบลต่างๆ ดังนี้ คือ

ทิศเหนือ    ติดต่อกับ  ตำบลวัดยม  อำเภอบางปะอิน  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ทิศใต้        ติดต่อกับ  ตำบลบ้านพลับ  อำเภอบางปะอิน  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ทิศตะวันออก  ติดต่อกับ  ตำบลบ้านเลน  อำเภอบางปะอิน  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ทิศตะวันตก   ติดต่อกับ  อำเภอบางไทร  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

  • ลักษณะภูมิประเทศ

สภาพพื้นที่ของตำบลบ้านแป้ง  มีลักษณะเป็นที่ราบลุ่มสลับกับลุ่มมาก สามารถแบ่งเป็น  2 บริเวณ ดังนี้

  1. พื้นที่ราบลุ่มส่วนใหญ่อยู่บริเวณทิศเหนือ และทิศใต้ของหมู่ที่ 1 , 2 , 3
  2. พื้นที่ราบลุ่มมาก ส่วนใหญ่อยู่บริเวณทิศตะวันตกของตำบล บริเวณหมู่ที่ 4

1.3 ลักษณะภูมิอากาศ

สภาพอากาศมี  3  ฤดู  คือ ฤดูฝน  ฤดูหนาว  ฤดูร้อน

ฤดูฝน ในตำบลบ้านแป้ง จะเริ่มต้นเมื่อลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้เริ่มพัดเข้ามาถึงก้นอ่าวไทย ประมาณกลางเดือนพฤษภาคม ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้จะพัดผ่าน และมีฝนตกแผ่กระจายตามแนวร่องมรสุม และยังได้รับฝนจากพายุดีเปรสชันที่มีปริมาณมากในระยะปลายเดือนกันยายน และต้นเดือนตุลาคม ฝนในตำบลบ้านแป้งจะตกมาก ในระหว่างเดือนสิงหาคมถึง กันยายน ฤดูฝนจะสิ้นสุดในเดือนตุลาคม

ฤดูหนาว  ในตำบลบ้านแป้ง อากาศไม่หนาวเย็นเท่าภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพราะอยู่ใต้ลงมาอิทธิพลของอากาศหนาวที่พัดมาจากดินแดนทางเหนือ ของประเทศ ฤดูหนาวจะเริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนไปจนถึงเดือนมกราคม ประมาณกลางเดือนตุลาคมจนถึงต้นเดือนพฤศจิกายนนั้น จะเป็นระยะเปลี่ยนฤดูจากฤดูฝนมา เป็นฤดูหนาวหรือจาก ฤดูมรสุมตะวันตกเฉียงใต้มาเป็นฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ จะเริ่มมีลมเย็นพัดจากตอนบนลงไปตามลุ่มน้ำเจ้าพระยา เพราะตอนบนของภาคมี อากาศเย็นและความกดอากาศ สูงกว่าอากาศเหนือน่านน้ำอ่าวไทย เรียกลมนี้ว่า ” ลมข้าวเบา ” หรือ ” ลมว่าว ”

ฤดูร้อน  เริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์จนถึงเดือนพฤษภาคม ในเดือนกุมภาพันธ์ มีนาคมและเมษายน อากาศเหนือภาคพื้นทวีปและประเทศไทยจะมีอุณหภูมิ สูงขึ้น และอุณหภูมิ จะสูงกว่าอุณหภูมิเหนือพื้นน้ำอ่าวไทย จึงมีลมพัดจากอ่าวไทยขึ้นไปตามลุ่มน้ำเจ้าพระยา เรียกว่า ” ลมตะเภา ” ส่วนในเดือนเมษายนอุณหภูมิ จะสูงที่สุด แต่บริเวณที่อยู่ใกล้ทะเล จะได้รับอิทธิพลของลมทะเล ซึ่งจะพัดแรงในตอนบ่ายถึงเย็น ทำให้อุณหภูมิบริเวณตอนล่างของภาคลดความรุนแรงลง

1.4ลักษณะของดิน

ลักษณะของดินในตำบลบ้านแป้ง  ส่วนใหญ่เป็นดินเหนียวตลอดชั้น การระบายน้ำค่อนข้างเลว  น้ำซึมผ่านปานกลาง  เหมาะสมในการปลูกข้าวแต่มีปัญหาเรื่องดินเป็นกรด (ดินเปรี้ยว )  ลักษณะสีของดิน ดำเทา ดำน้ำตาล  น้ำตาลเทา

1.5ลักษณะของแหล่งน้ำ

มีแม่น้ำสายหลักของประเทศ คือ แม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่านทางด้านทิศตะวันออกของตำบลตลอดทั้งปี  นอกจากนั้นก็ยังมีคลองอีก เช่น คลองชุมแสง  คลองบ่อหลา และคลองบางผี ลักษะของน้ำก็เป็นน้ำจืด

1.6ลักษณะของไม้และป่าไม้

ตำบลบ้านแป้งไม่ค่อยมีป่าไม้ เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ที่ราบลุ่มติดแม่น้ำ  จะมีก็แต่ป่าจำพวกที่ขึ้นตามริมฝั่งแม่น้ำ  เช่น ต้นมะกอกน้ำ เป็นต้น

2.ด้านการเมือง/การปกครอง

2.1 เขตการปกครอง

ตำบลบ้านแป้งเป็นตำบลที่อยู่ในอำเภอบางปะอิน  แบ่งเขตการปกครองออกเป็น  4  หมู่บ้าน คือ

  1. บ้านแป้ง หมู่ 1
  2. บ้านแป้ง หมู่ 2
  3. บ้านปูน หมู่ 3
  4. บ้านโคกเจ๊ก หมู่ 4

2.2 การเลือกตั้ง

มีการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านแป้ง และ สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านแป้ง เมื่อวาระครบ  4  ปี

3.ประชากร

 3.1 ข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนประชากร

บ้านแป้งหมู่ที่ 1   ประชากรชาย  189  คน     ประชากรหญิง  192   คน
บ้านแป้งหมู่ที่ 2   ประชากรชาย    86  คน     ประชากรหญิง  112   คน
บ้านปูนหมู่ที่ 3    ประชากรชาย   382 คน    ประชากรหญิง  359    คน
บ้านโคกเจ๊กหมู่ที่ 4  ประชากรชาย  203  คน  ประชากรหญิง  204   คน

3.2 ช่วงอายุและจำนวนประชากร

จำนวนประชากรเยาวชน อายุต่ำกว่า  18  ปี    

ประชากรชาย   140  คน   ประชากรหญิง  137  คน

จำนวนประชากรอายุ  18 – 60  ปี
ประชากรชาย   591  คน  ประชากรหญิง  574   คน

จำนวนประชากรผู้สูงอายุ 

ประขากรชาย   129  คน  ประชากรหญิง  156  คน
หมายเหตุ วันที่อ้างอิง  14 มิถุนายน พ.ศ. 2559

4.สภาพทางสังคม

4.1การศึกษา

    • โรงเรียนประถมศึกษา (ร.ร. เจ้าฟ้าสร้าง )           1    แห่ง
    • ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก (บ้านแป้ง )                   1    แห่ง

4.2สาธารณสุข

    • สถานีอนามัยประจำตำบล                         2   จุด
    • ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย                  1   แห่ง

4.3 อาชญากรรม
ไม่มีข้อมูลเรื่องอาชญากรรม

4.4 ยาเสพติด
ส่วนใหญ่แล้วก็จะมียาเสพติด ประเภทยาบ้าที่ระบาด ในพื้นที่โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น

4.5 การสังคมสงเคราะห์

5.ระบบบริการพื้นฐาน

5.1 การคมนาคมขนส่ง

มีรถสองแถวประจำทาง , เรือข้ามฟาก , รถมอเตอร์ไซด์รับจ้าง

5.2 การไฟฟ้า

องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านแป้งมีไฟฟ้าเข้าถึงหมู่บ้าน ครบทุกหมู่บ้าน ทั้ง  4  หมู่บ้าน

5.3 การประปา

ตำบลบ้านแป้งมีระบบผลิตประปา  3  แห่ง  คือ

หมู่ 1 และหมู่ 2  ใช้ประปาร่วมกัน    1   แห่ง
หมู่ 3  มีระบบผลิตประปา              1   แห่ง
หมู่ 4  มีระบบผลิตประปา              1   แห่ง

5.4 โทรศัพท์

มีโทรศัพท์สำนักงาน ตามสถานที่ราชการ เช่น  ที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านแป้ง  โรงเรียนเจ้าฟ้าสร้าง เป็นต้น ส่วนตู้โทรศัพท์สาธารณะมีเฉพาะตู้และเลิกใช้แล้ว

5.5 ไปรษณีย์หรือการสื่อสารหรือการขนส่ง และวัสดุ  ครุภัณฑ์

ไม่มีสำนักงานไปรษณีย์หรือการสื่อสาร ตั้งอยู่ในพื้นที่

6.ระบบเศรษฐกิจ

6.1 การเกษตร

 ส่วนใหญ่แล้วพื้นที่ในตำบลบ้านแป้งก็ใช้สำหรับทำการเกษตร เช่น ทำนา ซึ่งปีหนึ่งก็ทำได้  3  ครั้ง ก็อาศัยน้ำตามคลองต่างๆที่อยู่ในบ้านแป้ง

6.2 การประมง ไม่มีข้อมูลในเรื่องการประมง

6.3 การปศุสัตว์ ก็มีประชากรเลี้ยงเป็ด และไก่ในพื้นที่ แต่ก็มีเป็นส่วนน้อย เมื่อเทียบกับอาชีพของประชากรทั้งตำบล
6.4 การบริการ ก็มีร้านค้าในตำบล เพื่อให้บริการแก่ประชาชน
6.5 การท่องเที่ยว มีสถานท่องเที่ยวที่สำคัญ คือ พระตำหนักสิริธรราชปิตุจฉา ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่โรงเรียนเจ้าฟ้าสร้าง
6.6 อุตสาหกรรม มีบริษัทที่ทำเกี่ยวกับกระดาษ 1 แห่ง คือ บริษัท พี.ซี.ไอ  เปเปอร์ จำกัด ซึ่งตั้งอยู่บ้านโคกเจ๊ก หมู่ที่ 4
6.7 การพาณิชย์และกลุ่มอาชีพ มีกลุ่มอาชีพเย็บผ้าโหล  ในบ้านแป้งหมู่ที่  1 เป็นต้น
6.8 แรงงาน

แรงงานก็มีพวกรับจ้างทั่วไป  บางพวกก็ทำงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน  บางพวกก็ทำนา  บางพวกก็ประกอบอาชีพข้าราชการ   เป็นต้น

7. เศรษฐกิจพอเพียงท้องถิ่น (ด้านการเกษตรและแหล่งน้ำ)

7.1 ข้อมูลพื้นฐานของหมู่บ้านหรือชุมชน

ตำบลบ้านแป้ง มี  4 หมู่บ้าน คือ บ้านแป้งหมู่ 1  บ้านแป้งหมู่ 2  บ้านปูนหมู่ 3  บ้านโคกเจ๊กหมู่ 4

มีแม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่านด้านทิศตะวันออกของตำบล

7.2 ข้อมูลด้านการเกษตร

พื้นที่ทำการเกษตรตำบลบ้านแป้ง มีดังนี้

หมู่ที่ จำนวนพื้นที่  ไร่/งาน/ตารางวา หมายเหตุ
1 1,696 ไร่  66 ตารางวา ทำนา
2 848 ไร่  2 งาน  83 ตารางวา ทำนา
3 962 ไร่   94 ตารางวา ทำนา
4 1,416 ไร่  1 งาน  48 ตารางวา ทำนา
รวม 4,924 ไร่  3 งาน  91  ตารางวา

 

7.3 ข้อมูลด้านแหล่งน้ำทางการเกษตร มีแหล่งน้ำที่สำคัญ คือ  คลองชุมแสง  คลองบางผี  คลองบ่อหลา

7.4 ข้อมูลด้านแหล่งน้ำกิน  น้ำใช้ (หรือน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค) แหล่งน้ำกินก็จัดซื้อที่ร้านเทพเจริญพร  แหล่งน้ำใช้ก็ใช้น้ำประปา

8.ศาสนา ประเพณี  วัฒนธรรม

8.1 การนับถือศาสนา

ประชาชนตำบลบ้านแป้งนับถือศาสนาพุทธ  มีวัดบ้านแป้งเป็นสถานที่บำเพ็ญบุญ  1 แห่ง

8.2 ประเพณีและงานประจำปี

ก็มีประเพณีแห่เทียนเข้าพรรษา  ประเพณีทำบุญขึ้นบ้านใหม่  ประเพณีตักบาตรเทโวโรหณะในวันออกพรรษา เป็นต้น ส่วนงานประจำปีก็มีงานรำวงวันสงกรานต์ซึ่งจัดที่วัดบ้านแป้งในช่วงเทศกาลสงกรานต์

8.3 ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภาษาถิ่น ใช้ภาษากลางเป็นภาษาราชการ  ส่วนภูมิปัญญาท้องถิ่นก็มี

8.4 สินค้าพื้นเมืองและของที่ระลึก ไม่มีข้อมูลในเรื่องนี้

9.ทรัพยากรธรรมชาติ

9.1 น้ำ  

มีแหล่งน้ำจืดที่สำคัญ คือ แม่น้ำเจ้าพระยา  คลองชุมแสง คลองบ่อหลา  คลองบางผี

9.2 ป่าไม้ ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ราบลุ่มไม่มีป่าไม้

9.3 ภูเขา

ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำ  ไม่มีภูเขา

 9.4 คุณภาพของทรัพยากรธรรมชาติ

ดิน ในตำบลบ้านแป้ง ส่วนใหญ่เป็นดินเหนียวตลอดชั้น การระบายน้ำค่อนข้างเลว  น้ำซึมผ่านปานกลาง  เหมาะสมในการปลูกข้าว  แต่มีปัญหาเรื่องดินเป็นกรด (ดินเปรี้ยว)  ลักษณะสีของดินดำเทา  ดำน้ำตาล  น้ำตาลเทา

น้ำ  เป็นน้ำจืด   น้ำในลำคลองบางแห่งก็มีสารพิษจากการเกษตรเจือปน   

  1. อื่นๆ (ถ้ามีระบุด้วย)

 

ส่วนที่ 2 สรุปผลการพัฒนาท้องถิ่นตามแผนพัฒนาท้องถิ่น (พ.ศ. 2557 – 2560 )

1.สรุปผลการดำเนินงานตามงบประมาณที่ได้รับและการเบิกจ่ายงบประมาณ ในปีงบประมาณ พ.ศ.2557 – 2560

1.1 สรุปสถานการณ์การพัฒนา  การตั้งงบประมาณ  การเบิกจ่ายงบประมาณ

งบประมาณรายจ่ายประจำปี  2557

ลำดับที่ โครงการ เลขที่ฎีกา งบประมาณ ยุทธศาสตร์
1 ค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง .5/57 2,805 3.1
.4/57 9,940
.7/57 59,800
33/57 3,000
41/57 37,750
2 ค่าจ้างเหมาที่ทิ้งขยะมูลฝอย 37/57 3,000 5.1
79/57 3,000
140/57 3,000
197/57 3,000
242/57 3,000
288/57 3,000
349/57 3,000
426/57 6,000
476/57 2,971
3 โครงการแห่เทียนเข้าพรรษา 34/57 1,000 6.2
314/57 900
4 โครงการเพิ่มพูนความรู้ให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน 52/57 4,150 7.2
55/57 3,600
100/57 4,500
101/57 4,500
209/57 2,800
210/57 1,400
322/57 6,400
465/57 3,800
485/57 2,800
5 ซ่อมเครื่องกรองน้ำประปา 57/57 69,841 1.2
161/57 89,158
6 อุดหนุนงานมรดกโลก 89/57 20,000 6.2

8

ลำดับที่ โครงการ เลขที่ฎีกา งบประมาณ ยุทธศาสตร์
7 โครงการอินเตอร์เน็ตตำบล 35/57 1,147 7.2
293/57 915
354/57 960
8 โครงการรณรงค์และประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างจิตสำนึกให้อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 91/57 69,300 5.1
9 จ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและพิการ 92/57 193,300 2.2
150/57 193,300
207/57 194,200
252/57 191,100
297/57 169,300
299/57 20,700
361/57 161,200
363/57 28,000
411/57 156,500
413/57 31,700
468/57 152,000
470/57 34,300
10 ค่าใช้จ่ายในการจัดงานวันสำคัญต่างๆ 94/57 28,611 6.2
95/57 13,612
96/57 4,750
97/57 34,155
98/57 15,840
308/57 39,590
480/57 900
11 โครงการกำจัดวัชพืชในคลองชลประทาน 106/57 12,870 5.1
12 งบประมาณเพื่อการศึกษาระดับปริญญาตรีและปริญญาโท 107/57 5,475 7.2
13 โครงการสงเคราะห์ผู้ประสบภัยธรรมชาติ 108/57 15,865 3.3
368/57 10,576
14 อาหารเสริม (นม) รร.เจ้าฟ้าสร้างและอาหารกลางวัน 109/57 8,400 2.2
166/57 7,200
167/57 268,000
358/57 23,760

9

ลำดับที่ โครงการ เลขที่ฎีกา งบประมาณ ยุทธศาสตร์
164/57 38,258
167/57 268,000
254/57 20,600
262/57 74,397
488/57 29,429
15 โครงการอบรมและศึกษาดูงาน 216/57 137,400 7.2
221/57 400
16 ขุดลอกคลองขวาง 217/57 76,230 1.1
17 โครงการอุดหนุนศูนย์ข้อมูลข่าวสาร 219/57 20,000 3.1
18 โครงการควบคุมและป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า 260/57 55,806 2.4
19 ปรับปรุงท่อเมนประปา 261/57 50,490 1.2
20 ก่อสร้างรางระบายน้ำ หมู่ 3 264/57 63,855 1.1
313/57 25,740
21 โครงการฝึกอบรมให้ความรู้ด้านกฎหมายแก่

ประชาชน

266/57 1,350 3.2
307/57 5,000
22 ขยายเขตไฟฟ้า 302/57 98,010 1.2
23 ซ่อมแซมเสียงไร้สาย หมู่ 1 – 3 310/57 361,588 1.2
24 โครงการอบรมด้านคุณธรรมจริยธรรม 321/57 27,000 7.2
356/57 400
357/57 11,286
25 วัสดุการศึกษา 367/57 33,660 2.3
479/57 14,857
26 ค่าจัดซื้อเครื่องปรับอากาศ 403/57 56,430 7.2
27 ติดตั้งซ่อมแซมไฟถนน 428/57 31,680 1.2
28 โครงการทำถนน หมู่ 4 429/57 1,979,327 1.1
29 โครงการฝึกอบรมพัฒนาความรู้เกี่ยวกับแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง 446/57 10,000 4.1
30 โครงการปรับปรุงสถานที่ราชการ (สำนักงาน) 449/57 444,803 7.2
31 ซ่อมแซมผิวจราจร คสล. หมู่ 4 475/57 8,500 1.1
32 ค่าใช้จ่ายในการพัฒนาบุคลากร 343/57 16,000 7.2
356/57 400
357/57 11,400
33 ค่าตอบแทนการปฏิบัติงานนอกเวลาราชการ 32/57 14,280 7.2
34 โครงการวันเด็กแห่งชาติ 158/57 1,300 2.3

10

ลำดับที่ โครงการ เลขที่ฎีกา งบประมาณ ยุทธศาสตร์
162/57 20,000
163/57 6,500
35 โครงการให้บริการเคลื่อนที่แก่ประชาชน 266/57 450 7.2
307/57 5,000
36 ค่าใช้จ่ายฝึกอบรมที่ดำเนินการโดย อบต.บ้านแป้ง 50/57 5,100 7.2
218/57 72,000
221/57 400
222/57 137,400
418/57 20,000
419/57 400
420/57 146,800
462/57 10,000
464/57 4,500
37 วัสดุดับเพลิง 259/57 49,950 7.2
38 โครงการพัฒนาสุขภาพและศึกษาดูงานให้กับผู้สูงอายุ 109/57 8,400 2.2
166/57 7,200
358/57 24,000
463/57 8,960
507/57 5,040
39 โครงการเฝ้าระวังปัญหาอาชญากรรม 93/57 70,000 3.4
260/57 56,370
40 ค่าวัสดุอุปกรณ์กีฬา 398/57 40,000 2.4
41 ค่าใช้จ่ายตามโครงการรณรงค์ป้องกันโรคไข้เลือดออก 51/57 1,200 2.4
42 โครงการปรับปรุงแผนที่ภาษีและทะเบียนทรัพย์สิน 111/57 1,800 7.2
43 โครงการลดอุบัติเหตุช่วงเทศกาลต่างๆ 139/57 17,600 3.4
159/57 1,750
309/57 12,600
44 โครงการสนับสนุนสาธารณสุขมูลฐาน 515/57 60,000 2.4
45 โครงการจัดงานประเพณีสงกรานต์และวันผู้สูงอายุ 317/57 25,443 4.4
46 ปรับภูมิทัศน์ถนนสายในตั้งแต่วัดบ้านแป้ง หน้าศาลหมู่ 3 265/57 23,265 1.1
47 โครงการจัดทำเอกสารเผยแพร่ผลงาน 49/57 35,265 1.1
51/57 1,200
48 โครงการพัฒนาศักยภาพศูนย์ป้องกันและบรรเทา

สาธารณภัยตำบลบ้านแป้ง

410/57 95,040 3.3

11

ลำดับที่ โครงการ เลขที่ฎีกา งบประมาณ ยุทธศาสตร์
49 โครงการลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน 7.2
50 ซ่อมแซมฝาท่อระบายน้ำ 57/57 69,841 1.1
51 โครงการฝึกอาชีพให้กับประชาชนและสนับสนุนหมุนเวียนแก่กลุ่มอาชีพอื่นๆ 187/57 20,710 2.1
52 ต่อเติมศาลาอเนกประสงค์ 447/57 97,020 1.3
53 โครงการพัฒนาศูนย์บริการเกษตรกร 84/57 17,704 4.1
54 โครงการสนับสนุนสินค้า และผลิตภัณฑ์ในชุมชน 464/57 4,500 2.1
55 โครงการขับขี่ปลอดภัย 478/57 6,114 3.4
56 โครงการทุนการศึกษา 316/57 5,000 2.3
57 โครงการส่งเสริมให้กลุ่มสตรี และเยาวชนมีส่วนร่วมในการบริการ อบต. 220/57 19,305 3.1
58 วัสดุวิทยาศาสตร์หรือการแพทย์ 33/57 3,000 7.1
59 โครงการส่งเสริมการใช้ปุ๋ยชีวภาพ 105/57 12,497 4.2
60 โครงการจัดทำป้ายประชาสัมพันธ์ 110/57 12ล097 3.1
61 การดำเนินการของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 187/57 20,710 2.3
62 โครงการปลูกต้นไม้ 212/57 41,645 5.1
63 โครงการอบรมความรู้ด้านการเกษตร 345/57 13,277 4.1
64 โครงการส่งเสริมการปลูกผักปลอดสารพิษ 357/57 13,286 4.3
65 โครงการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ 368/57 10,576 2.4
66 โครงการรณรงค์และประชาสัมพันธ์ไม่เผาตอซังในนาข้าว 296/57 15,349 4.2
67 โครงการอนุรักษ์ดนตรีไทย 304/57 20,000 6.1
68 โครงการขุดลอกคลองบ้านแป้ง 305/57 90,090 1.2
69 โครงการพัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำเพื่อการเกษตร 308/57 39,590 1.2
70 ก่อสร้าง/ซ่อมแซมถนนคอนกรีตหมู่ที่ 1 – 4 473/57 38,486 1.1
71 โครงการสนับสนุนการบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด 513/57 4,950 7.1
72 โครงการสุขาภิบาลอาหาร 507/57 5,040 2.4
508/57 2,800

 

ตารางการเปรียบเทียบรายรับและรายจ่าย

ขององค์การบริหารส่วนตำบลบ้านแป้งปีงบประมาณ  2557

ลำดับที่ ปี พ.ศ. รายรับ รายจ่าย
รายได้ เงินอุดหนุนทั่วไป รวมทั้งหมด
1 2557 12,478,640.31 4,095,979.00 16,574,619.31 10,924,194.84

 

สรุปโครงการที่ได้ดำเนินการในปีที่ผ่านมา ปีงบประมาณ 2558

ลำดับที่ โครงการ เลขฎีกา แผนสามปี

(หน้า)

ยุทธศาสตร์
1 โครงการจัดซื้อรถยนต์บรรทุกและกระเช้าซ่อมไฟฟ้า 363/58 27 1
2 โครงการก่อสร้างลานคอนกรีตเสริมเหล็ก  หมู่  1 268/58 26 1
3 โครงการซ่อมผิวจราจรโดยใช้แอสฟัสท์ติกคอนกรีต 218/58 26 1
4 โครงการจัดซื้อรถยนต์ส่วนกลาง 210/58 59 1
5 โครงการก่อสร้างลานกีฬาต้านยาเสพติด 497/58 49 7
6 โครงการสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์กีฬาและจัดซื้อเครื่องออกกำลังกาย 99/58 35 2
7 โครงการปรับระดับถนนตก หมู่ 3 458/58 27 1
8 โครงการปรับภูมิทัศน์บริเวณหน้าโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านแป้ง 2 484/58 25 1
9 โครงการอุดหนุนงานมรดกโลก 38/58 47 6
10 โครงการจัดซื้อวัสดุ อุปกรณ์ ครุภัณฑ์ ในการปฏิบัติหน้าที่ 338/58 52 7
11 โครงการขยายไฟทาง หมู่ 1 – 4 (ซ่อมไฟทางสาธารณะ) 384/58 28 1
12 โครงการปรับปรุงซ่อมแซมระบบประปา หมู่ 1 -4 294/58 28 1
13 โครงการวันสำคัญ/งานรัฐพิธี 24/58 47 6
14 โครงการส่งเสริมประชาธิปไตยและประชาคมหมู่บ้าน 232/58 36 3
15 โครงการกำจัดวัชพืชในคลองชลประทานริมถนน/ทางสาธารณะ 126/58 45 5
16 โครงการปรับปรุงสถานที่ราชการ

(จัดซื้อวัสดุก่อสร้างทรายถม)

479/58 53 7
17 โครงการอบรมเพิ่มประสิทธิภาพของบุคลากร 409/58 50 7
18 โครงการรางระบายน้ำ หมู่ 1 – 4 (ทำความสะอาดรางระบายน้ำ) 487/58 25 1
19 โครงการขุดลอกเปิดทางน้ำคลองบ้านแป้ง  หมู่ 1 126/58 28 1
20 โครงการให้บริการเคลื่อนที่แก่ประชาชน 451/58 53 7
21 โครงการจัดซื้อวัสดุงานบ้าน  งานครัว 445/58 52 7
22 โครงการดำเนินการจัดทำป้ายไวนิล ขนาด 2.4 x 1.30 ม. 404/58 47 6
23 โครงการจัดซื้อวัสดุสำนักงาน  ธงชาติขนาด 120 / 180 ซ.ม. 385/58 52 7
24 โครงการจัดซื้อวัสดุน้ำมันเชื้อเพลิงและหล่อลื่น 431/58 52 7
25 โครงการซ่อมแซมพร้อมเปลี่ยนอะไหล่รถบรรทุกน้ำเอนกประสงค์ 123/58 52 7
26 โครงการซ่อมแซมพร้อมเปลี่ยนอะไหล่รถบรรทุกขยะมูลฝอย 122/58 52 7

 

ลำดับที่ โครงการ เลขฎีกา แผนสามปี

(หน้า)

ยุทธศาสตร์
27 โครงการจ่ายค่าทำอาหารพร้อมเครื่องดื่ม ตามโครงการ อบต. เคลื่อนที่บริการประชาชน 289/58 53 7
28 โครงการดำเนินการจัดทำป้าย  (ไวนิล) ตามโครงการ อบต. เคลื่อนที่ให้บริการแก่ประชาชน จำนวน 1 ป้าย

ขนาด 1 x 2  เมตร

288/58 53 7
29 โครงการสนับสนุนอาหารเสริม (นม) และอาหารกลางวัน 381/58 32 2
30 โครงการจัดซื้อวัสดุสำนักงาน  ผมหมึกเครื่องถ่ายเอกสารจำนวน  1 213 /58 52 7
31 โครงการจัดซื้อหมึกผงเครื่องปริ้นเตอร์จำนวน 4  ตลับ 212/58 52 7
32 โครงการจัดซื้อวัสดุสำนักงานในส่วนการคลัง 216/58 52 7
33 โครงการดำเนินการทำป้าย (ไวนิล) จำนวน 1 ขนาด1×2ม. 173/58 36 3
34 โครงการทำอาหารพร้อมเครื่องดื่มจำนวน 1 มื้อ  อาหารว่างพร้อมเครื่องดื่ม จำนวน  2  มื้อ  และของสมานาคุณ จำนวน  2 ขึ้นตามโครงการฝึกอบรมและศึกษาดูงานการส่งเสริมและพัฒนาองค์ความรู้ (โครงการเพิ่มพูนความรู้ให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ) 176/58 51 7
35 โครงการขุดลอกเปิดทางน้ำเลียบ ทช 3469 หมู่ที่ 1 – 3 126/58 29 1
36 โครงการซ่อมแซมพร้อมเปลี่ยนอะไหล่รถบรรทุกน้ำเอนกประสงค์ 123/58 52 7
37 โครงการจัดซื้อวัสดุสำนักงานในส่วนการคลังจำนวน 3 รายการ 132/58 52 7
38 โครงการจัดซื้อวัสดุสำนักงานในส่วนสำนักปลัด 25รายการ 131/58 52 7
39 โครงการติดตั้งผ้าม่านขนาด 3.20 x 1.80  ม. จำนวน 4 ชุด ผ้าม่านขนาด  1.03 x 2.07 ม. จำนวน 1 ชุดและติดตั้งฟิล์มผ้าห้องประชุม  อบต.บ้านแป้ง 188/58 52 7
40 โครงการซ่อมแซมระบบไฟทางสาธารณะและระบบไฟฟ้าส่องสว่างลานกีฬา 148/58 28 1
41 โครงการซ่อมแซมกระบะบรรทุกขยะมูลฝอยและระบบไฮดรอลิคอัดท้ายของรถบรรทุกขยะมูลฝอย 150/58 52 7
42 โครงการจัดซื้อครุภัณฑ์สำนักงาน โต๊ะประชุม จำนวน2 ตัว 42/58 52 7
43 โครงการจัดซื้อวัสดุก่อสร้าง จำนวน  13 รายการ 170/58 52 7
44 โครงการจัดซื้อไฟฟ้าและวิทยุ จำนวน  6 รายการ 169/58 52 7
45 โครงการจัดซื้อวัสดุยานพาหนะและขนส่งแบตเตอร์รี่ 100

พลัส  1  ชุด

168/58 52 7

 

ลำดับที่ โครงการ เลขฎีกา แผนสามปี

(หน้า)

ยุทธศาสตร์
46 โครงการจัดสถานที่พร้อมอุปกรณ์และเครื่องเสียงในวันพ่อแห่งชาติ 78/58 47 7
47 โครงการจัดซื้อยาง พร้อมบริการเปลี่ยนยางรถบรรทุกน้ำ

เอนกประสงค์

40/58 52 7
48 โครงการจัดซื้อยาง พร้อมบริการเปลี่ยนยางรถบรรทุกขยะมูลฝอย 39/58 52 7
49 โครงการซ่อมแซม พร้อมเปลี่ยนอะไหล่ รถบรรทุกน้ำ

เอนกประสงค์

290/58 52 7
50 โครงการซ่อมแซมพร้อมเปลี่ยนอะไหล่รถบรรทุกขยะมูลฝอย 291/58 52
51 โครงการทำอาหารพร้อมเครื่องดื่มสำหรับผู้เข้าร่วมประชาคมเพื่อจัดทำแผนพัฒนาสามปี 231/58 36 3
52 โครงการซ่อมไฟทางสาธารณะ ของ อบต.บ้านแป้ง 486/58 28 1
53 โครงการจัดซื้อครุภัณฑ์สำนักงาน โต๊ะทำงาน เก้าอี้สำนักงาน 43/58 52 7
54 โครงการจัดซื้อน้ำดื่ม 477/58 52 1
55 โครงการซ่อมแซมระบบประปาหมู่ที่  1 – 4 482/58 28 1
56 โครงการซ่อมสร้างผิวจราจรคอนกรีตเสริมเหล็ก หมู่ที่ 3 453/58 26 1
57 โครงการซ่อมสร้างผิวจราจรคอนกรีตเสริมเหล็กซอยบ้านนายเศียร  ทาสมบูรณ์  หมู่ที่ 4 452/58 26 1
58 โครงการจัดซื้อครุภัณฑ์คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะสำหรับสำนักงาน 491/58 52 7
59 โครงการสนับสนุนวัสดุ  อุปกรณ์และสื่อการเรียน การสอน 1/58 33 2
60 โครงการจัดซื้อวัสดุสำนักงานในส่วนสำนักปลัด 3 รายการ 478/58 52 7
61 โครงการจัดซื้อวัสดุวิทยาศาสตร์หรือการแพทย์   2  รายการ 62/58 52 7
62 โครงการซ่อมแซมระบบประปาหมู่ที่  1 -4 389/58 28 1
63 โครงการซ่อมแซมระบบประปาหู่ที่  1 – 4 443/58 28 1
64 โครงการซ่อมแซมระบบประปาหมู่ที่ 1 – 4 100/58 28 1
65 โครงการจ้างทำอาหารให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 117/58 32 2
66 โครงการจัดทำป้ายประชาสัมพันธ์ 365/58 36 3

จำนวนโครงการในแผนพัฒนาสามปี (พ.ศ. 2558 – 2560 )  94  โครงการ

จำนวนโครงการที่ดำเนินการในปีงบประมาณ 2558  จำนวน  66  โครงการ

ดำเนินการคิดเป็นร้อยละ  66 x 100  =  70.22

94

1.2 การประเมินผลการนำแผนพัฒนาท้องถิ่นไปปฏิบัติในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ปีงบประมาณ 2557

ผลการพัฒนาตำบล การประเมินผลเชิงปริมาณ การประเมินผลเชิงคุณภาพ
1.ยุทธศาสตร์การพัฒนาด้าน

โครงสร้างพื้นฐาน แบ่งเป็น

-โครงการที่เกี่ยวกับระบบประปา

-โครงการที่เกี่ยวกับคลองน้ำ

 

-โครงการที่เกี่ยวกับไฟฟ้า

 

-โครงการที่เกี่ยวกับรางระบายน้ำ

 

-โครงการที่เกี่ยวกับถนน

-โครงการที่เกี่ยวกับต่อเติมศาลา

จำนวน 15 โครงการ

 

จำนวน  3  โครงการ

จำนวน  3  โครงการ

 

จำนวน  3  โครงการ

 

จำนวน  1 โครงการ

 

จำนวน  4  โครงการ

จำนวน  1  โครงการ

 

 

ประชาชนมีน้ำประปาใช้

ประชาชนมีน้ำใช้ในการเกษตร

สะดวกขึ้น

ประชาชนมีไฟฟ้าใช้และได้รับฟัง

ข่าวสารจากหน่วยราชการมากขึ้น

ทำให้การระบายน้ำตามคลองสะดวกขึ้น

ทำให้การสัญจรไปมาสะดวกขึ้น

ทำให้มีที่พักอาศัยสะดวกขึ้นกว่าเดิม

2.ยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านงานส่งเสริมคุณภาพชีวิต แบ่งเป็น

-โครงการที่เกี่ยวกับการป้องกันโรค

 

 

-โครงการที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุ

-โครงการที่เกี่ยวกับอาหาร

 

 

 

-โครงการที่เกี่ยวกับกีฬาและสุขภาพ

 

-โครงการที่เกี่ยวกับการศึกษา

 

-โครงการที่เกี่ยวกับเด็ก

-โครงการที่เกี่ยวกับอาชีพและสินค้า

จำนวน  15  โครงการ

 

จำนวน  3  โครงการ

 

 

จำนวน  2  โครงการ

จำนวน  2  โครงการ

 

 

 

จำนวน  2  โครงการ

 

 

จำนวน 2  โครงการ

 

จำนวน  2  โครงการ

จำนวน  2  โครงการ

 

 

ประชาชนมีภูมิคุ้มกันโรคดีขึ้นและรู้วิธีในการบำบัดโรคและการป้องกันโรค

ผู้สูงอายุได้รับสวัสดิการที่ดีขึ้น

ประชาชนได้รับอาหารที่มีประโยชน์และรู้ว่าอาหารแต่ละอย่างมีสารอาหารประเภทไหนบ้าง

ประชาชนมีร่างกายแข็งแรงขึ้นและรู้จักเล่นกีฬาเพื่อสุขภาพ หลีกเลี่ยงจากยาเสพติด

ประชาชนมีทุนการศึกษาและมีเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา

 

ประชาชนมีอาชีพติดตัวและมีสินค้าขายในชุมชน

 

16

ผลการพัฒนาตำบล การประเมินผลเชิงปริมาณ การประเมินผลเชิงคุณภาพ
3.ยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านการจัดระเบียบชุมชน/สังคม/และรักษาความสงบเรียบร้อย แบ่งเป็น

-โครงการที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง

-โครงการที่เกี่ยวกับสาธารณภัย

 

-โครงการที่เกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารและกฎหมาย

-โครงการที่เกี่ยวกับการขับขี่

 

-โครงการมีส่วนร่วมในการบริหาร อบต.

จำนวน  11  โครงการ

 

 

 

จำนวน  1  โครงการ

จำนวน 4  โครงการ

 

จำนวน  4  โครงการ

 

จำนวน  1  โครงการ

 

จำนวน  1  โครงการ

 

 

 

 

เป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย

เป็นการป้องกันภัยจากธรรมชาติ

และภัยจากบุคคล

ประชาชนได้รับข้อมูลที่ทันสมัย

และรู้กฎหมายมากขึ้น

ประชาชนได้รับรู้เกี่ยวกับหลักการบริหารพอสมควร

ประชาชนได้รับรู้เกี่ยวกับหลักการบริหารพอสมควร

4.ยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านการวางแผนการส่งเสริมการลงทุนพาณิชยกรรมและการท่องเที่ยวแบ่งเป็น

-โครงการที่เกี่ยวกับประเพณีท้องถิ่น

-โครงการที่เกี่ยวกับการเกษตร

จำนวน  7  โครงการ

 

 

 

จำนวน  1  โครงการ

 

จำนวน  6  โครงการ

 

 

 

 

เป็นการอนุรักษ์ประเพณีท้องถิ่น

 

ประชาชนได้รับความรู้เกี่ยวกับการเกษตรและแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง

5.ยุทธศาสตร์การพัฒนาการบริหารจัดการและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แบ่งเป็น

-โครงการที่เกี่ยวกับการอนุรักษ์ธรรมชาติ

-โครงการที่เกี่ยวกับขยะมูลฝอย

จำนวน  4  โครงการ

 

 

 

จำนวน  3  โครงการ

 

จำนวน  1  โครงการ

 

 

 

 

ทำให้สภาพแวดล้อมไม่เป็นพิษ

และคลองไม่ตื้นเขิน

 

 

ผลการพัฒนาตำบล การประเมินผลเชิงปริมาณ การประเมินผลเชิงคุณภาพ
6.ยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษา  ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม  จารีตประเพณีและภูมิปัญญาท้องถิ่น  แบ่งเป็น

-โครงการที่เกี่ยวกับกิจกรรมทางศาสนาและวันสำคัญของท้องถิ่นและของชาติ

-โครงการที่เกี่ยวกับการอนุรักษ์ดนตรี

จำนวน  4  โครงการ

 

 

 

จำนวน  3  โครงการ

 

 

จำนวน  1  โครงการ

 

 

 

 

เป็นการสืบต่ออายุพระพุทธศาสนาและให้ความสำคัญกับวันสำคัญต่างๆ

ประชาชนให้ความสำคัญกับดนตรีไทยและสากลมากขึ้น

7.ยุทธศาสตร์การพัฒนาการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี/นโยบายที่สำคัญของรัฐบาล

แบ่งเป็น

-โครงการที่เกี่ยวกับการศึกษา

 

 

-โครงการที่เกี่ยวกับการอบรม

 

-โครงการที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์

หรือการแพทย์

-โครงการที่เกี่ยวกับค่าจัดซื้อเครื่องปรับอากาศ

-โครงการที่เกี่ยวกับการพัฒนา

บุคลากรและปรับปรุงสถานที่

-โครงการอินเตอร์เน็ตตำบล

 

-โครงการที่เกี่ยวกับการปฏิบัติงานนอกเวลาราชการ

-โครงการให้บริการเคลื่อนที่แก่ประชาชน

-โครงการที่เกี่ยวกับวัสดุดับเพลิง

-โครงการปรับปรุงแผนที่ภาษีและทะเบียนทรัพย์สิน

-โครงการลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน

จำนวน 16 โครงการ

 

 

 

จำนวน  2  โครงการ

 

 

จำนวน  3  โครงการ

 

จำนวน  2  โครงการ

 

จำนวน 1  โครงการ

 

จำนวน  2  โครงการ

 

จำนวน  1  โครงการ

 

จำนวน  1  โครงการ

 

จำนวน  1  โครงการ

 

จำนวน  1  โครงการ

จำนวน  1  โครงการ

 

จำนวน  1  โครงการ

 

 

 

 

.

ทำให้เจ้าหน้าที่และประชาชนมีความรู้เพิ่มขึ้นและมีงบประมาณใช้ในการศึกษา

ทำให้เจ้าหน้าที่มีทักษะในการปฏิบัติเพิ่มขึ้น

 

 

 

 

 

 

ทำให้ประชาชนรู้จักใช้อินเตอร์เน็ตมากขึ้น

เป็นการเพิ่มศักยภาพการทำงานให้มีมากขึ้น

 

 

 

 

 

เป็นการลดความซ้ำซากในการปฏิบัติงาน

 

1.2 การประเมินผลการนำแผนพัฒนาท้องถิ่นไปปฏิบัติในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ปีงบประมาณ 2558

ผลการพัฒนาตำบล การประเมินผลเชิงปริมาณ การประเมินผลเชิงคุณภาพ
1.การดำเนินงานด้านโครงสร้างพื้นฐาน

-โครงการที่เกี่ยวกับจัดซื้อรถยนต์และรถกระเช้าซ่อมไฟฟ้า

-โครงการที่เกี่ยวกับการก่อสร้างถนน คสล. ,ซ่อมผิวจราจร ,ปรับระดับถนน

 

 

-โครงการที่เกี่ยวกับซ่อมแซมระบบประปา

-โครงการที่เกี่ยวกับซ่อมไฟทาง,ปรับภูมิทัศน์

-โครงการที่เกี่ยวกับขุดลอกคลองน้ำ,ทำความสะอาดรางระบายน้ำ

 

 

2.การดำเนินงานด้านการส่งเสริมคุณภาพชีวิต

-โครงการที่เกี่ยวกับวัสดุอุปกรณ์กีฬา,อุปกรณ์สื่อการเรียน  การสอน

 

-โครงการที่เกี่ยวกับอาหาร

 

3.การดำเนินงานด้านการจัดระเบียบชุมชน/สังคมและรักษาความสงบเรียบร้อย

-โครงการที่เกี่ยวกับการจัดทำประชาคมหมู่บ้าน ,ทำป้ายประชาสัมพันธ์

 

 

4.การดำเนินงานด้านการบริหารจัดการและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

– โครงการที่เกี่ยวกับการกำจัดวัชพืชในคลองชลประทานริมถนน/ทางสาธารณะ

2  โครงการ

 

 

5  โครงการ

 

 

 

6  โครงการ

 

4  โครงการ

 

3  โครงการ

 

 

 

 

 

2   โครงการ

 

 

2  โครงการ

 

 

 

 

4  โครงการ

 

 

 

 

 

 

1  โครงการ

-เพื่อให้ได้รถยนต์และรถกระเช้าที่มีประสิทธิภาพมาใช้ในการปฏิบัติหน้าที่

-ถนนหนทางมีสภาพดีขึ้น จากที่เคยเป็นหลุมเป็นบ่  ทำให้สามารถป้องกันอุบัติเหตุจากพื้นถนนที่ไม่เรียบได้อีกด้วย

-ทำให้ระบบประปามีคุณภาพดีขึ้น

 

-ถนนหนทางมีความแสงสว่างมากขึ้น

-คลองน้ำมีสภาพลึกมากขึ้น    วัชพืชน้ำถูกกำจัดชั่วคราว เป็นประโยชน์ต่อการวิดน้ำเข้านา ,รางระบายน้ำสะอาดขึ้น

 

 

-มีวัสดุอุปกรณ์กีฬาไว้ใช้ในการออกกำลังกาย มีอุปกรณ์ไว้ใช้ในการเรียนการสอน

-ได้อาหารที่มีประโยชน์ ถูกหลัก

อนามัย

 

 

 

-ได้ข้อมูล เพื่อนำมาเป็นแนวทางในการจัดทำแผนพัฒนาสามปี  ประชาชนได้รับทราบข้อมูลข่าวสาร

 

 

 

-คลองไม่มีสิ่งกีดขวางทางน้ำไหล

และเป็นการกำจัดสิ่งกีดขวางการคมนาคมทางน้ำ

 

ผลการพัฒนาตำบล การประเมินผลเชิงปริมาณ การประเมินผลเชิงคุณภาพ
5.การดำเนินงานด้านศิลปะ  วัฒนธรรม จารีตประเพณีและภูมิปัญญาท้องถิ่น

-โครงการที่เกี่ยวกับงานมรดกโลก ,วันสำคัญ , งานรัฐ

 

6.การดำเนินงานด้านการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี / นโยบายที่สำคัญของรัฐบาล

-โครงการจัดซื้อวัดสุ  อุปกรณ์เพื่อใช้ในสำนักงาน  และการปฏิบัติหน้าที่

 

 

1      โครงการ

 

 

 

 

 

34 โครงการ

 

 

 

 

 

 

 

 

-ทางสำนักงานจะได้มีเครื่องมือที่พร้อมในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อเป็นประโยชน์ต่อทางราชการ

 

2.ผลที่ได้รับจากการดำเนินงานในปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 – 2560

2.1 ผลที่ได้รับหรือผลที่สำคัญ

ตำบลบ้านแป้งพัฒนาขึ้นพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นโครงการที่เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนนหนทางดีขึ้น ไม่เป็นหลุม เป็นบ่อ  ,คลองน้ำแต่เดิมตื้นเขินและเต็มไปด้วยผักตบชวา ก็ได้รับการพัฒนาขึ้นโดยมีการขุดคลอกคลองเพื่อกำจัดวัชพืชเป็นระยะๆ เป็นต้น

2.2 ผลกระทบ

เช่น โครงการขุดลอกคลองน้ำเพื่อกำจัดผักตบชวา เวลาดำเนินการเสร็จก็ดูเป็นระเบียบ คลองไม่มีสิ่งกีดขวาง แต่พอระยะเวลาล่วงไปประมาณ 3 – 4 เดือนผักตบชวาก็เต็มคลองเหมือนเดิม เป็นโครงการที่จะต้องดำเนินการอยู่บ่อยๆ ทำให้เสียงบประมาณในส่วนนี้ไปทุกปี

3.สรุปปัญหาอุปสรรคการดำเนินงานที่ผ่านมาและแนวทางการแก้ไข ปีงบประมาณ พ.ศ.2557 – 2560

งบประมาณไม่เพียงพอต่อการดำเนินการพัฒนาตำบล, บางโครงการก็ไม่สามารถหาผู้รับจ้างได้เพราะไม่มีใครกล้าเสี่ยงที่จะมารับงาน เช่น โครงการทำประตูเหล็กเพื่อระบายน้ำของหมู่ที่  2  เป็นต้น บางโครงการที่ชาวบ้านเสนอมาก็ไม่สามารถดำเนินการได้เพราะว่าไปล่วงล้ำพื้นที่ส่วนบุคคล

ส่วนที่ 3 ยุทธศาสตร์องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

  1. ความสัมพันธ์ระหว่างแผนพัฒนาระดับมหภาค
    • แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20  ปี

คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่  30 มิถุนายน 2558 เห็นชอบให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ  มีอำนาจหน้าที่ในการจัดทำร่างยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี เพื่อใช้ในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง  และยั่งยืน และให้เสนอร่างยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบเพื่อใช้เป็นกรอบในการดำเนินงานในระยะที่ 2 ของรัฐบาล (ปี 2558 – 2559)และกรอบการปฏิรูปในระยะที่ 3 (ปี 2560 เป็นต้นไป)

คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 2 คณะ ได้แก่ 1. คณะอนุกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์และกรอบการปฏิรูป เพื่อจัดทำร่างกรอบ ยุทธศาสตร์ชาติระยะ  20 ปีและ (2)คณะอนุกรรมการจัดทำแผนปฏิบัติการตามแนวทางการปฏิรูปประเทศ  เพื่อจัดทำร่างแผนปฏิบัติการตามแนวทางการปฏิรูปประเทศ  ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติระยะ  20 ปี

คณะอนุกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์และกรอบการปฏิรูป ได้ดำเนินการยกร่างกรอบยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี ตามแนวทางที่คณะรัฐมนตรีกำหนด  โดยได้มีการนำความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติที่มาจากหลายภาคส่วน  ได้แก่  ภาคราชการ  ภาคเอกชน  ภาคการเมือง  และนักวิชาการรวมถึงได้พิจารณานำข้อคิดเห็นจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ และความคิดเห็นจากภาคประชาชนมาเป็นข้อมูลในการยกร่างยุทธศาสตร์ชาติด้วย  และได้นำเสนอร่างกรอบยุทธศาสตร์ชาติระยะ  20  ปี ต่อที่ประชุมคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการปรับปรุงร่างกรอบยุทธศาสตร์ชาติตามมติที่ประชุมคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ

ในการดำเนินการขั้นต่อไป คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติจะนำเสนอร่างกรอบยุทธศาสตร์ชาติเพื่อขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีและจะได้มีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน  ก่อนที่จะนำเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติให้ความเห็นชอบกรอบยุทธศาสตร์ชาติมาใช้เป็นกรอบในการกำหนดทิศทางในการบริหารประเทศภายในเดือนตุลาคม  2559  ซึ่งเป็นช่วงเวลาของการประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (ตุลาคม 2559 – กันยายน 2564 )นอกจากนี้หน่วยงานต่างๆ จะได้นำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติซึ่งเป็นแผนระยะ 5 ปี มาถ่ายทอดลงสู่แผนปฏิบัติการระดับกระทรวงและแผนพัฒนารายสาขา  ในระหว่างที่กลไกการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อยู่ระหว่างการดำเนินการ ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคม 2560

  1. สาระสำคัญ

2.1 สภาพแวดล้อม

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา กระแสการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในโลกเป็นไปอย่างรวดเร็วและหลายมิติ ทำให้ภูมิทัศน์ของโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ก่อให้เกิดโอกาส ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และการเมืองของประเทศไทย และในขณะเดียวกันก็เป็นความเสี่ยงและภัยคุกคามที่ต้องบริหารจัดการด้วยความยากลำบากมากขึ้น กระแสทุนนิยมและภัยคุกคามที่ต้องบริหารจัดการด้วยความยากลำบากมากขึ้น  กระแสทุนนิยมและการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์เศรษฐกิจของโลกได้ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทยจากเดิมที่มีโครงสร้างเศรษฐกิจในระบบ”เกษตรแบบพึ่งตนเอง” ต้องปรับตัวและเปลี่ยนไปเป็นระบบเศรษฐกิจที่ “พึ่งพาอุตสาหกรรมและการส่งออก” การพัฒนาในภาคเกษตรล่าช้ากว่าฐานการผลิตอื่นที่อาศัยเทคโนโลยีสมัยใหม่มากขึ้น  ตามลำดับจึงมีปัญหาความเหลื่อมล้ำทางด้านรายได้ระหว่างภาคการเกษตรกับภาคอุตสาหกรรมและระหว่างสังคมในเมืองและชนบทขยายวงกว้างขึ้น  และปัญหาความยากจนกระจุกตัวในกลุ่มเกษตรกรรายย่อยและในภาคชนบท ในขณะเดียวกันการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของโลกได้ทำให้เกิดภัยคุกคามด้านอื่นๆที่ซับซ้อนขึ้น อาทิ การก่อการร้าย โรคระบาด เครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติ และการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกที่รุนแรงขึ้น  โดยที่การก่อการร้ายจะยังเป็นภัยคุกคามของโลก  และอาชญากรรมข้ามชาติเป็นปัญหาที่มีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้นตามกระแสโลกาภิวัตน์ที่เข้มข้นขึ้น การเคลื่อนย้ายอย่างเสรีของผู้คน สินค้าและบริการ เงินทุน  และองค์ความรู้และเทคโนโลยีอย่างเสรีภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์เข้มข้นจะเอื้อให้สามารถประกอบอาชญากรรมในรูปแบบและช่องทางใหม่ๆที่แยบยลมากขึ้น  สถานการณ์และแนวโน้มดังกล่าวบ่งชี้ว่าประเทศไทยต้องเตรียมความพร้อมในการพัฒนาระบบการเตือนภัยและการบริหารความเสี่ยงที่ดีและประชาชนจะต้องได้รับความรู้ที่สามารถใช้วิจารณญาณได้ดีในสถานการณ์ที่ล่อแหลม

นอกจากนั้นในช่วงต้นศตวรรษที่  21 กระแสโลกาภิวัตน์ได้ทำให้ภูมิทัศน์ทางด้านเศรษฐกิจและสังคมของโลกเปลี่ยนแปลงจากเศรษฐกิจสังคมอุตสาหกรรมมุ่งสู่เศรษฐกิจสังคมดิจิทัล ประกอบกับในอนาคต 20 ปีข้างหน้าสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกประเทศจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในทุกมิติ เงื่อนไขภายนอกที่สำคัญต่อการพัฒนาประเทศไทยในอนาคต ได้แก่ กระแสโลกาภิวัฒน์ที่เข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีความเสี่ยงและท้าทายต่อการปรับตัวมากขึ้นจากการเคลื่อนย้ายอย่างเสรีและรวดเร็วของผู้คน  เงินทุน ข้อมูลข่าวสาร  องค์ความรู้และเทคโนโลยีและสินค้าและบริการ  ขณะเดียวกันการรวมกลุ่มเศรษฐกิจในภูมิภาคนำไปสู่ความเชื่อมโยงทุกระบบ  ในขณะที่ศูนย์รวมอำนาจทางเศรษฐกิจโลกเคลื่อนย้ายมาสู่เอเชียภายใต้สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจโลกซึ่งในช่วงระยะ  10 ปีข้างหน้าจะยังคงได้รับผลกระทบจากปัจจัยสำคัญหลายประการทั้งปัญหาต่อเนื่องจากวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจโลก ในช่วงปี 2551 – 2552 และวิกฤติการณ์ในกลุ่มประเทศยูโรโซนที่ทำให้ระดับหนี้สาธารณะในประเทศต่างๆ เพิ่มสูงขึ้นและกลายเป็นความเสี่ยงต่อความยั่งยืนทางการคลัง ขณะที่จะมีผลพวกต่อเนื่องจากการดำเนินมาตรการขยายปริมาณเงินขนาดใหญ่ในสหรัฐฯยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งเป็นความเสี่ยงให้เกิดภาวะเงินเฟ้อได้เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวเต็มที่ รวมทั้งอาจจะมีความผันผวนของการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ นอกจากนั้น การพัฒนาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเข้าสู่จุดอิ่มตัวมากขึ้น ขณะที่การพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ที่จะช่วยให้ประสิทธิภาพการผลิตของโลกเพิ่มขึ้นขนานใหญ่และเป็นวงกว้าง เช่น ที่เคยเกิดขึ้นในช่วงการปฏิวัติอุตสาหกรรมยังไม่มีแนวโน้มการก่อตัวที่ชัดเจนแต่ก็มีแนวโน้มของการพัฒนาเทคโนโลยีในรูปแบบใหม่ๆๆ ที่จะเป็นโอกาสสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ๆ ซึ่งภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว  เศรษฐกิจโลกในช่วง 10 ปีข้างหน้า มีแนวโน้มที่จะขยายตัวต่ำกว่าเฉลี่ยร้อยละ 5.1

ในช่วง 5 ปีก่อนวิกฤตเศรษฐกิจโลก( 2546 – 2550 ) ดังนั้น ภายใต้สถานการณ์ที่ตลาดโลกขยายตัวช้า แต่ประเทศต่างๆขยายกำลังการผลิตเพื่อยกระดับศักยภาพการผลิต  การแข่งขันในตลาดโลกจะมีความรุนแรงขึ้น ขณะเดียวกันการลดลงของประชากรไทยในระยะ 10 – 15 ปีข้างหน้านี้ จะทำให้ขนาดของตลาดในประเทศขยายตัวช้าลง  เงื่อนไขดังกล่าวเป็นความเสี่ยงสำหรับอนาคตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาวหากประเทศไทยไม่เร่งปรับโครงสร้างเพื่อแก้ปัญหาจุดอ่อนและเสริมจุดแข็งให้สัมฤทธิ์ผล

ในด้านความมั่นคงของโลกก็กำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญจากการปรับดุลอำนาจของสหรัฐฯ เพื่อพยายามคงบทบาทผู้นำโลกไว้และเพื่อคานอิทธิพลและบทบาทของจีนและรัสเซียที่เพิ่มมากขึ้นในเอเชียและยุโรปนั้นน่าจะมีผลทำให้บรรยากาศด้านความมั่นคงของโลกในช่วงปี 2560 – ปี 2579 มีลักษณะผสมผสานกันทั้งความร่วมมือและความขัดแย้งโดยขึ้นอยู่กับปัจจัยผลประโยชน์แห่งชาติทั้งในระดับทวิภาคี  และพหุภาคีเป็นองค์ประกอบสำคัญในการกำหนดนโยบายของประเทศและกลุ่มประเทศ สำหรับการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วจะเป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับอนาคตของโลกและประเทศไทยเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เป็นอัจฉริยะจะกระทบการดำรงชีวิตของคนและทำให้เกิดธุรกิจรูปแบบใหม่ รวมทั้งเกิดการเชื่อมต่อและการบรรจบกันของเทคโนโลยีก้าวหน้า  อุตสาหกรรม และผลิตภัณฑ์ภายใต้เงื่อนไขที่กดดันให้ต้องมีความสอดคล้องกับแนวคิดสีเขียวด้วย เช่นกัน และในขณะเดียวกัน เทคโนโลยีก็จะมีส่วนสำคัญในการแก้ปัญหาการลดลงของทรัพยากรต่างๆรวมทั้งน้ำมันซึ่งในช่วงที่ผ่านมาต้องเผชิญกับภาวะที่ปริมาณลดลง ราคาแพงขึ้น และผลักดันให้มุ่งสู่การผลิตพลังงานทดแทนในรูปแบบต่างๆรวมทั้งพืชพลังงานที่อาจจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของโลก

นอกจากนั้น ยังมีข้อจำกัดและความเสี่ยงสำคัญจากการเข้าสู่สังคมสูงวัยของโลกและภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงผันผวนและภาวะโลกร้อน ทั้งนี้โครงสร้างประชากรโลกที่เข้าสู่สังคมสูงวัยแม้จะส่งผลให้เกิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ แต่มีความเสี่ยงให้เกิดการแย่งชิงแรงงานและเงินทุน รวมทั้งมีแรงกดดันต่อการใช้จ่ายงบประมาณด้านสวัสดิการและสาธารณสุขเพิ่มขึ้นในหลายๆ ประเทศกลายเป็นความเสี่ยงด้านการคลังที่สำคัญ  สำหรับภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศที่ผันผวนก่อให้เกิดภัยธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นนั้นกดดันให้ต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจ การดำรงชีวิต  การผลิตและการบริโภคที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ในขณะที่ความพยายามในการกระจายความเจริญและการพัฒนาให้มีความทั่วถึงมากขึ้นประกอบกับจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลให้ความเป็นเมืองที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ตามมาด้วยการมีข้อกำหนดของรูปแบบและกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องกับลักษณะการใช้พื้นที่ และความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม  ภายใต้เงื่อนไขการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว การยึดถือหลักการบริหารจัดการที่ดีทั้งในภาครัฐและภาคธุรกิจเอกชน  การใช้ระบบประชาธิปไตย และการปฏิบัติให้เป็นไปตามสิทธิมนุษยชนจะเข้มข้นมากขึ้น

สำหรับสถานการณ์และสภาพแวดล้อมภายในประเทศไทยนั้น ผลของการพัฒนาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันทำให้ประเทศไทยมีระดับการพัฒนาที่สูงขึ้นตามลำดับโดยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศระดับรายได้ปานกลาง มาตั้งแต่ปี  2531 และได้ขยับสูงขึ้นมาอยู่ในกลุ่มบนของกลุ่มประเทศระดับรายได้ปานกลาง ตั้งแต่ปี 2553 และล่าสุดในปี 2557 รายได้ประชาชาติต่อหัวเพิ่มขึ้นเป็น 5,739 ดอลลาร์ สรอ. ต่อปี ฐานการผลิตและบริการหลากหลายขึ้น  ฐานการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมใหญ่ขึ้นมาก หลายสาขาการผลิตและบริการสามารถแข่งขันและมีส่วนแบ่งในตลาดโลกสูงขึ้นและสร้างรายได้เงินตราต่างประเทศในระดับสูง  อาทิ กลุ่มยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าอุตสาหกรรมอาหาร สินค้าเกษตร  การท่องเที่ยว และบริการด้านสุขภาพ ฐานเศรษฐกิจที่ใหญ่ขึ้นส่งผลให้การจ้างงานเพิ่มขึ้นเป็น  38.1 ล้านคนจากประชากรวัยแรงงาน 38.6 ล้านคน อัตราการว่างงานเฉลี่ยไม่ถึงร้อยละ 1 ปัญหาความยากจนจึงลดลง ตามลำดับ จากร้อยละ 20.0 ในปี 2550 เป็นร้อยละ 10.9 ในปี 2556 คุณภาพชีวิตดีขึ้นในทุกระดับ โอกาสการได้รับการศึกษา  บริการสาธารณสุข บริการสาธารณะและโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ และการคุ้มครองทางสังคมอื่นๆ รวมถึงการเข้าถึงทรัพยากรต่างๆมีความครอบคลุมและมีคุณภาพดีขึ้นตามลำดับ ในขณะเดียวกันประเทศไทยก็มีความเป็นสากลมากขึ้น ความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับนานาชาติทั้งในรูปของทวิภาคีและพหุภาคีเพื่อเป็นกลไกและช่องทางในการสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ของประเทศก็มีความก้าวหน้าไปมาก รวมทั้งกรอบความร่วมมือที่ช่วยทำให้ประเทศไทยสามารถยกระดับมาตรฐานต่างๆ ไปสู่ระดับสากลก็มีความคืบหน้ามากขึ้น

นอกจากนั้น  ประสบการณ์ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจและการเงินในปี 2540 – 2541 ได้ส่งผลให้ภาครัฐและภาคเอกชนปรับตัวในการบริหารความเสี่ยงและสร้างภูมิคุ้มกันให้ดีขึ้น ตามแนวคิดการบริหารจัดการที่ดี อันได้แก่  การดำเนินการที่มีประสิทธิภาพ  โปร่งใส รับผิดชอบและตรวจสอบได้อย่างเป็นระบบดีขึ้น มีการกำกับดูแลวินัยทางการเงินการคลังที่กำหนดกรอบของความยั่งยืนทางการคลังเป็นแนวปฏิบัติที่ดีขึ้นและฐานะการคลังมีความมั่นคงมากขึ้น และฐานะเงินสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูง มีการปรับปรุงในเรื่องกฎหมาย  กฎระเบียบต่างๆ ได้มีการดำเนินการอย่างเป็นระบบมากขึ้น สร้างความเป็นธรรมให้กับกลุ่มต่างๆ สามารถคุ้มครองผู้บริโภคและประชาชนจากการถูกเอารัดเอาเปรียบได้ดีขึ้น ช่วยสร้างบรรยากาศของการแข่งขันในตลาด และสนับสนุนให้การดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมีความสะดวกคล่องตัวมากขึ้น

แต่ประเทศไทยก็ยังมีจุดอ่อนในเชิงโครงสร้างหลายด้าน  ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง จุดอ่อนสำคัญของประเทศไทย ได้แก่ โครงสร้างประชากรสูงอายุมากขึ้นตามลำดับ  แต่คุณภาพคนโดยเฉลี่ยยังต่ำและการออมไม่เพียงพอ ประเทศขาดแคลนแรงงานทั้งในกลุ่มทักษะฝีมือสูงและกลุ่มทักษะฝีมือระดับล่าง ผลิตภาพแรงงานโดยเฉลี่ยยังต่ำ ทั้งระบบเศรษฐกิจมีผลิตภาพการผลิตรวมต่ำต้องอาศัยการเพิ่มปริมาณเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ขณะที่โครงสร้างเศรษฐกิจมีสัดส่วนภาคการค้าระหว่างประเทศต่อขนาดของเศรษฐกิจสูงกว่าเศรษฐกิจภายในประเทศมาก จึงมีความอ่อนไหวและผันผวนตามปัจจัยภายนอกเป็นสำคัญ  ฐานการผลิตเกษตรและบริการมีผลิตภาพการผลิตต่ำ โดยที่การใช้องค์ความรู้  เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อการเพิ่มมูลค่ายังมีน้อย  การลงทุนเพื่อการวิจัยและพัฒนายังไม่เพียงพอ  การวิจัยที่ดำเนินการไปแล้วไม่ถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์เชิงเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างคุ้มค่า  การพัฒนานวัตกรรมมีน้อย  สำหรับการดำเนินงานและการบริหารจัดการภาครัฐก็ยังขาดการบูรณาการจึงสิ้นเปลืองงบประมาณ การดำเนินงานเพื่อการพัฒนามักขาดความต่อเนื่อง ประสิทธิภาพต่ำ ขาดความ โปร่งใส  และขาดความรับผิดชอบ  ขณะที่ปัญหาคอร์รัปชั่นมีเป็นวงกว้าง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์รวมทั้งการบริการจัดการน้ำยังไม่เป็นระบบโครงข่ายที่สมบูรณ์และล่าช้า  การบังคับใช้กฎหมายยังขาดประสิทธิผลและกฎระเบียบต่างๆ ล้าสมัยไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลง  คนไทยยังมีปัญหาด้านคุณธรรม จริยธรรม ไม่เคารพสิทธิผู้อื่นและไม่ยึดผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ  ขณะที่ความเหลื่อมล้ำและความแตกแยกในสังคมไทยยังเป็นปัญหาที่ท้าทายมาก รวมทั้งปัญหาในด้านทรัพยากรธรรมชาติ  และสิ่งแวดล้อมที่เผชิญกับภาวะขยะล้นเมืองและสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมลงในทุกด้าน

ทั้งนี้ปัจจัยและเงื่อนไขภายในประเทศที่จะส่งผลต่ออนาคตการพัฒนาประเทศไทยที่สำคัญ  ได้แก่  การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ในระยะเวลา 15 – 20 ปีต่อจากนี้ไป  จะมีนัยยะที่สำคัญยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ กำลังคนในวัยเด็กและวัยแรงงานลดลง ผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ย่อมส่งผลต่อศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ  รูปแบบการใช้จ่าย  การลงทุนและการออม  ตลอดจนค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ  ความมั่นคงทางสังคมและคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ขณะเดียวกันประเทศไทยก็เผชิญกับข้อจำกัดด้านทรัพยากร  ทั้งด้านแรงงานและทรัพยากรธรรมชาติที่มีนัยยะต่อต้นทุนการผลิตและสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ของประชาชน  นอกจากนั้นปัญหาความเหลื่อมล้ำในมิติต่างๆ ก็มีนัยยะต่อการสร้างความสามัคคีสมานฉันท์ในสังคม  ข้อจำกัดต่อการยกระดับศักยภาพทุนมนุษย์  ความจำเป็นในการลงทุนเพื่อยกระดับบริการทางสังคมและโครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึงและการปฏิรูป กฎระเบียบและกฎหมายที่ทำให้เกิดความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำและที่สำคัญเงื่อนไขจำเป็นที่ต้องปรับตัวคือ การแก้ปัญหาความอ่อนแอของการบริหารราชการแผ่นดิน ที่ทำให้จำเป็นต้องเร่งปฏิรูประบบราชการและการเมืองเพื่อให้เกิดการบริหารราชการที่ดี

โครงสร้างที่เป็นจุดอ่อนและการบริหารจัดการที่ขาดประสิทธิภาพและความโปร่งใสดังกล่าวจะส่งผลให้ประเทศไทยยิ่งต้องเผชิญกับแรงกดดันและความเสี่ยงมากขึ้น ภายใต้สถานการณ์ที่กระแสโลกาภิวัฒน์เข้มข้นขึ้นเป็นโลกไร้พรมแดนอย่างแท้จริง  โดยที่การเคลื่อนย้ายของผู้คน สินค้าและบริการ  เงินทุน  องค์ความรู้  เทคโนโลยี  ข้อมูลและข่าวสารต่างๆ เป็นไปอย่างเสรี  ส่งผลให้การแข่งขันในตลาดโลกรุนแรงขึ้นโดยที่ประเทศต่างๆ เร่งผลักดันการเพิ่มผลิตภาพและการพัฒนานวัตกรรมเพื่อการแข่งขัน ขณะเดียวกันความเสี่ยงและข้อจำกัดที่เกิดจากสภาพภูมิอากาศ ผันผวนรุนแรงต่อการดำเนินธุรกิจและการดำเนินชีวิตของผู้คนก็เพิ่มขึ้น  กฎเกณฑ์และกฎระเบียบของสังคมโลกจึงมีความเข้มงวดมากขึ้นทั้งในเรื่องการปลดปล่อยมลพิษ  สิทธิมนุษยชนและกฎระเบียบทางการเงิน  เป็นต้น  เงื่อนไขต่างๆ ดังกล่าวจะเป็นแรงกดดันให้ประเทศไทยต้องปรับตัวและมีการบริหารความเสี่ยงอย่างชาญฉลาดมากขึ้น  โดยที่การปรับตัวจะต้องหยั่งรากลึกลงไปถึงการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างเพื่อแก้จุดอ่อนและควบคู่ไปกับการสร้างกลไกเชิงรุกให้จุดแข็งของประเทศเป็นประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ  ซึ่งหากไม่สามารถแก้ปัญหาและปฏิรูปให้สัมฤทธิ์ผลได้ในระยะ  4 – 5 ปี ต่อจากนี้ไป  ประเทศไทยจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน รายได้เฉลี่ยของประชาชนจะไม่สามารถยกระดับให้ดีขึ้นได้  คุณภาพคนโดยเฉลี่ยจะยังต่ำ  และปัญหาความเหลื่อมล้ำจะรุนแรงขึ้น  รวมทั้งทรัพยากรจะร่อยหรอเสื่อมโทรมลงไปอีก  และในที่สุดการพัฒนาประเทศจะไม่สามารถยั่งยืนไปได้ในระยะยาว

ทั้งนี้เงื่อนไขในปัจจุบันและแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในอนาคตในทุกมิติจะส่งผลต่ออนาคตการพัฒนาประเทศไทยอย่างมาก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งลักษณะในเชิงโครงสร้างทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมภายในประเทศทั้งที่เป็นจุดแข็งและเป็นจุดอ่อนที่จะต้องเผชิญและผสมผสานกับปัจจัยภายนอกและก่อให้เกิดทั้งโอกาสและความเสี่ยงในหลากหลายมิติ  การที่ประเทศไทยจะสามารถแสวงหาโอกาสจากการพัฒนาของโลกและรับมือกับภัยคุกคามเหล่านี้ได้นั้น จำเป็นจะต้องมีการวิเคราะห์แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในอนาคตอย่างรอบด้าน  ขณะเดียวกันต้องวิเคราะห์ศักยภาพภายในประเทศเพื่อเตรียมความพร้อมของประเทศต่อการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นโดยที่ประเทศไทยต้องปฏิรูปและปรับเปลี่ยนอย่างเป็นระบบขนานใหญ่เพื่อให้โครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศเหมาะสมกับภูมิทัศน์ใหม่ของโลก  ยืดหยุ่นปรับตัวได้เร็ว  สามารถรับมือกับความเสี่ยงและภัยคุกคามแบบใหม่ได้   และสามารถอาศัยโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงบริบทโลกมาสร้างประโยชน์สุขให้กับคนในชาติได้ ไม่ว่าจะเป็นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคม  การลงทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน  การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์  การปรับเปลี่ยน  ค่านิยมและวัฒนธรรมการดำรงชีวิต  การทำงาน  และการเรียนรู้ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการดำเนินการร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพ มีการจัดลำดับความสำคัญและแบ่งหน้าที่รับผิดชอบอย่างชัดเจนของผู้ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นปัญหานั้นๆ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะต้องกำหนดเป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศในระยะยาวเพื่อกำหนดวิสัยทัศน์และเป้าหมายการพัฒนาประเทศและกรอบการทำงานของภาคส่วนต่างๆ เพื่อให้ขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไปสู่เป้าหมายที่กำหนดไว้

ดังนั้น จึงจำเป็นต้องกำหนดยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมเพื่อแก้ไขจุดอ่อนและเสริมจุดแข็งให้เอื้อต่อการพัฒนาประเทศนั้นเพื่อให้บรรลุซึ่งเป้าหมายการสร้างและรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์แห่งชาติในการที่จะให้ประเทศมีความมั่นคงในทุกด้าน คนในชาติมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมั่งคั่ง  และประเทศสามารถพัฒนาไปได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้การวิเคราะห์ให้ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับจุดแข็ง จุดอ่อน  โอกาสและข้อจำกัดรวมทั้งความเสี่ยงของประเทศ  จะนำไปสู่การกำหนดตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์และเป้าหมายของประเทศที่ชัดเจนและได้รับการยอมรับร่วมกันในสังคมไทยที่จะส่งผลให้เกิดการผนึกกำลังและระดมทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนการพัฒนาไปในทิศทางที่สอดคล้องกับ การดำเนินการมีบูรณาการและเป็นเอกภาพภายใต้การมองภาพอนาคตของประเทศที่เป็นภาพเดียวกัน

อย่างไรก็ตามในช่วงที่ผ่านมา  ประเทศไทยมิได้มีการกำหนดวิสัยทัศน์ประเทศ  เป้าหมายและยุทธศาสตร์ของประเทศในระยะยาว  การบริหารราชการแผ่นดินของฝ่ายบริหารจึงให้ความสำคัญกับนโยบายพรรคการเมืองหรือนโยบายของรัฐบาลซึ่งเมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาลก็ทำให้การดำเนินนโยบายขาดความต่อเนื่อง ถือเป็นการสูญเสียโอกาส และสิ้นเปลืองทรัพยากรของประเทศ  ดังนั้น เพื่อเป็นการปฏิรูประบบการบริหารราชการแผ่นดินของประเทศไทยให้มีเป้าหมายการพัฒนาในระยะยาว  และเพื่อเป็นการกำหนดให้ฝ่ายบริหารมีความรับผิดชอบที่จะต้องขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมายที่เป็นที่ยอมรับร่วมกันและเป็นเอกภาพ  ประเทศไทยจำเป็นจะต้องมี “ยุทธศาสตร์” ซึ่งภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติประเทศไทยต้องปฏิรูปและปรับเปลี่ยนอย่างเป็นระบบขนานใหญ่  เพื่อให้โครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศเหมาะสมกับภูมิทัศน์ใหม่ของโลก  ยืดหยุ่นปรับตัวได้เร็ว  สามารถรับมือกับความเสี่ยงและภัยคุกคามแบบใหม่ได้  และสามารถอาศัยโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงบริบทโลกมาสร้างประโยชน์สุขให้กับคนในชาติได้จะต้องมีการกำหนดวิสัยทัศน์  เป้าหมายของประเทศ และทิศทางในการขับเคลื่อนประเทศให้สอดคล้องกับประเด็นการเปลี่ยนแปลงและความท้าทายต่างๆ ของบริบทโลก และบริบทการพัฒนาภายในประเทศ

การกำหนดให้มี “ยุทธศาสตร์ชาติ” เพื่อเป็นยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศในระยะยาว  พร้อมกับการปฏิรูปและการพัฒนาระบบและกลไกการบริหารราชการแผ่นดินในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ให้สามารถนำไปสู่การปฏิบัติอย่างจริงจังจะช่วยยกระดับคุณภาพของประเทศไทยในทุกภาคส่วนและนำพาประเทศไทยให้หลุดพ้นหรือบรรเทาความรุนแรงของสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน  ทั้งปัญหาทางเศรษฐกิจ ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่น  และปัญหาความขัดแย้งในสังคม รวมถึงสามารถรับมือกับภัยคุกคามและบริหารจัดการกับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตและสามารถเปลี่ยนผ่านประเทศไทยไปพร้อมๆกับการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ใหม่ของโลกได้  ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยยังคงรักษาบทบาทสำคัญในเวทีโลก  สามารถดำรงรักษาความเป็นชาติที่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม และคนไทยในประเทศมีความอยู่ดีมีสุขอย่างถ้วนหน้ากัน

สาระสำคัญของยุทธศาสตร์ชาติซึ่งคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติกำลังดำเนินการยกร่างอยู่ในขณะนี้นั้นจะประกอบด้วย  วิสัยทัศน์และเป้าหมายของชาติ ที่คนไทยทุกคนต้องการบรรลุร่วมกัน  รวมทั้งนโยบายแห่งชาติและมาตรการเฉพาะซึ่งเป็นแนวทาง  ทิศทาง  และวิธีการที่ทุกองค์กรและคนไทยทุกคนต้องมุ่งดำเนินการไปพร้อมกันอย่างประสานสอดคล้อง  เพื่อให้บรรลุซึ่งสิ่งที่คนไทยทุกคนต้องการ คือ “ประเทศไทยมั่นคง  มั่งคั่ง และยั่งยืน ในทุกสาขาของกำลังอำนาจแห่งชาติ  อันได้แก่ การเมืองภายในประเทศ  การเมืองต่างประเทศ  เศรษฐกิจ  สังคมจิตวิทยา  การทหาร วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การพลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

2.2 วิสัยทัศน์

วิสัยทัศน์” ประเทศไทยมีความมั่นคง  มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้วด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง”หรือเป็นคติพจน์ประจำชาติวา “มั่นคง มั่งคั่ง  ยั่งยืน” ทั้งนี้  วิสัยทัศน์ดังกล่าวจะต้องสนองตอบต่อผลประโยชน์แห่งชาติ อันได้แก่ การมีเอกราช  อธิปไตย และบูรณภาพแห่งเขตอำนาจรัฐ การดำรงอยู่อย่างมั่นคง  ยั่งยืนของสถาบันหลักของชาติ  การดำรงอยู่อย่างมั่นคงของชาติและประชาชนจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ การอยู่ร่วมกันในชาติอย่างสันติสุขเป็นปึกแผ่น มีความมั่นคงทางสังคมท่ามกลางพหุสังคมและการมีเกียรติและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์  ความเจริญเติบโตของชาติ  ความเป็นธรรมและความอยู่ดีมีสุขของประชาชน ความยั่งยืนของฐานทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ความมั่นคงทางพลังงานและอาหาร ความสามารถในการรักษาผลประโยชน์ของชาติภายใต้การเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อมระหว่างประเทศและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติประสานสอดคล้องกัน ด้านความมั่นคงในประชาคมอาเซียนและประชาคมโลกอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรีไม่เป็นภาระของโลกและสามารถเกื้อกูลประเทศที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจที่ด้อยกว่า

ความมั่นคง

  • การมีความมั่นคงปลอดภัยจากภัยและการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในประเทศและภายนอกประเทศในทุกระดับ ทั้งระดับประเทศ สังคม ชุมชน  ครัวเรือน และปัจเจกบุคคลและมีความมั่นคงในทุกมิติ ทั้งมิติเศรษฐกิจ  สังคม สิ่งแวดล้อม และการเมือง
  • ประเทศ มีความมั่นคงในเอกราชและอธิปไตย มีสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ที่เข้มแข็งเป็นศูนย์กลางและเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของประชาชน ระบบการเมืองที่มั่นคงเป็นกลไกที่นำไปสู่การบริหารประเทศที่ต่อเนื่องและโปร่งใสตามหลักธรรมาภิบาล
  • สังคม มีความปรองดองและความสามัคคี สามารถผนึกกำลังเพื่อพัฒนาประเทศ  ชุมชน  มีความเข้มแข็ง  ครอบครัว มีความอบอุ่น
  • ประชาชน มีความมั่นคงในชีวิต มีงานและรายได้ที่มั่นคง พอเพียงกับการดำรงชีวิต  มีที่อยู่อาศัยและความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สิน
  • ฐานทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม มีความมั่นคงของอาหาร พลังงานและน้ำ

ความมั่งคั่ง

  • ประเทศไทยมีการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ยกระดับเป็นประเทศในกลุ่มประเทศรายได้สูงความเหลื่อมล้ำของการพัฒนาลดลง ประชากรได้รับผลประโยชน์จากการพัฒนาอย่างเท่าเทียมกันมากขึ้น
  • เศรษฐกิจมีความสามารถในการแข่งขันสูง สามารถสร้างรายได้ทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ สร้างฐานเศรษฐกิจและสังคมแห่งอนาคต และเป็นจุดสำคัญของการเชื่อมโยงในภูมิภาคทั้งการคมนาคมขนส่งการผลิต การค้า การลงทุน และการทำธุรกิจ มีบทบาทสำคัญในระดับภูมิภาคและระดับโลก เกิดสายสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าอย่างมีพลัง
  • ความสมบูรณ์ในทุนที่จะสามารถสร้างการพัฒนาต่อเนื่อง ได้แก่ ทุนมนุษย์ ทุนทางปัญญา ทุนทางการเงิน  ทุนที่เป็นเครื่องมือ เครื่องจักร ทุนทางสังคม และทุนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ความยั่งยืน

  • การพัฒนาที่สามารถสร้างความเจริญ รายได้ และคุณภาพชีวิตของประชาชนให้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจที่ไม่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติเกินพอดี ไม่สร้างมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อมจนเกินความสามารถในการรองรับและเยียวยาของระบบนิเวศน์
  • การผลิตและการบริโภคเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และสอดคล้องกับกฎระเบียบของประชาคมโลกซึ่งเป็นที่ยอมรับร่วมกัน ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีคุณภาพดีขึ้น คนมีความรับผิดชอบต่อสังคม มีความเอื้ออาทร เสียสละเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม
  • มุ่งประโยชน์ส่วนรวมอย่างยั่งยืน ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกภาคส่วนเพื่อการพัฒนาในทุกระดับอย่างสมดุล  มีเสถียรภาพ  และยั่งยืน
  • ประชาชนทุกภาคส่วนในสังคม ยึดถือและปฏิบัติตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

อนาคตประเทศไทย ปี 2579 :

เศรษฐกิจและสังคมไทยมีการพัฒนาอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยสถาบันหลักของชาติดำรงอยู่อย่างมั่นคงเป็นจุดยึดเหนี่ยวของสังคม มีความสามัคคีของคนในชาติ มีความสงบและอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขในทุกพื้นที่ และมีระดับรายได้ในกลุ่มประเทศรายได้สูง  มีความเป็นธรรมในสังคมและความเหลื่อมล้ำลดลงในทุกมิติ  ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในภูมิภาคและโลก
ระบบเศรษฐกิจมีความเป็นชาติการค้าบนฐานการขยายตัวของการค้าส่ง ค้าปลีกและเศรษฐกิจดิจิทัลที่เข้มข้นขึ้น  มีการเติบโตอย่างมีคุณภาพ  กระจายฐานการผลิตและบริการไปในพื้นที่ต่างๆ อย่างทั่วถึง มีเสถียรภาพ แข่งขันบนฐานการพัฒนานวัตกรรม  และมีฐานการผลิต บริการ และลงทุนที่เชื่อมโยงในอาเซียน  เพื่อให้ประเทศไทยเข้าสู่การมีรายได้สูงภายในปี 2579  และเข้าสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้ว โดย

·      ภาคเกษตร เป็นฐานการผลิต  bio – bases ที่สำคัญ เป็นฐานการผลิตอาหารที่มั่นคงและปลอดภัย และเป็นฐานการผลิตที่มีผลิตภาพการผลิตสูง มีระบบบริหารจัดการที่ดีด้านประมง

·      ภาคอุตสาหกรรม  ฐานอุตสาหกรรมเดิมมีศักยภาพสูงขึ้น  มีอุตสาหกรรมอนาคตที่ได้รับการพัฒนาให้เป็นฐานรายได้ใหม่  โดยมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิต การค้า  และการลงทุนในอนุภูมิภาคและภูมิภาคอาเซียน เช่น ศูนย์การผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนและศูนย์ทดสอบและวิจัยพัฒนารถยนต์และชิ้นส่วนของเอเชีย  ศูนย์กลางการผลิตพลังงาน /วัสดุชีวภาพของภูมิภาคอาเซียน  ศูนย์กลางการผลิตอุตสาหกรรมดิจิทัล เป็นต้น

·      ภาคบริการ  ธุรกิจบริการเดิมได้รับการพัฒนายกระดับคุณภาพและศักยภาพให้สูงขึ้น เช่น การขนส่ง  ทั้งทางบก  ทางอากาศ  และทางทะเลและส่งเสริมธุรกิจบริการอนาคตให้เป็นฐานรายได้ใหม่ โดยมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางการลงทุนและการให้บริการของภูมิภาคอาเซียน เช่น ศูนย์กลางการให้บริการสุขภาพของภูมิภาคอาเซียน  เมืองหลวงแห่งการท่องเที่ยวและบริการของอาเซียน ศูนย์บริการทางการเงิน  การศึกษานานาชาติ  และบริการด้านโลจิสติกส์ เป็นต้น

·      วิสาหกิจและการดำเนินธุรกิจ  วิสาหกิจขนาดกลาง  ขนาดย่อมเข้มแข็ง  เป็นฐานการผลิตและบริการที่สำคัญของประเทศ

คนไทยในอนาคต  มีศักยภาพในการร่วมกันพัฒนาประเทศ สามารถปรับตัวรองรับบริบทการพัฒนาในอนาคต  มีความพร้อมทั้งกาย  ใจ สติปัญญา มีทักษะในการวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล  มีการเรียนรู้ตลอดชีวิต  มีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลง  มีจิตสำนึกวัฒนธรรมที่ดีงาน  รู้คุณค่าความเป็นไทย และมีความรับผิดชอบ เป็นรากฐานที่มั่นคงของชุมชนสังคม  รักชาติ และสถาบันพระมหากษัตริย์
สังคมไทยเป็นสังคมที่เป็นธรรม  มีความเหลื่อมล้ำน้อย  อัตราความยากจนต่ำ  มีการกระจายโอกาสการเข้าถึงทรัพยากรการสร้างฐานอาชีพ  บริการทางสังคมที่มีคุณภาพ และกระบวนการยุติธรรมอย่างทั่วถึง  ไม่คอร์รัปชั่น  โดยที่ประชาชนทุกช่วงวัยมีคุณภาพชีวิตที่ดี  ครอบครัวอยู่ดีมีสุข
เศรษฐกิจและสังคมพัฒนาอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม  เป็นประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจสีเขียว  ระดับการปล่อยก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำ มีพื้นที่สีเขียวใหญ่ขึ้น ประชาชนมีพฤติกรรมการผลิตและการบริโภค
ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ระบบการบริหารภาครัฐมีประสิทธิภาพ  ทันสมัย รับผิดชอบ  โปร่งใส  ตรวจสอบได้และประชาชนมีส่วนร่วม  กระจายอำนาจและมีการกำหนดภารกิจที่เหมาะสมระหว่างส่วนกลาง  ภูมิภาค  และท้องถิ่น

 

  • ยุทธศาสตร์ชาติ

ในการที่จะบรรลุวิสัยทัศน์และทำให้ประเทศไทยพัฒนาไปสู่อนาคตที่พึงประสงค์นั้น  จำเป็นจะต้องมีการวางแผนและกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาในระยะยาวและกำหนดแนวทางการพัฒนาของทุกภาคส่วนให้ขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน  ดังนั้น จึงจำเป็นจะต้องกำหนดยุทธศาสตร์ในระยะยาว  เพื่อถ่ายทอดแนวทางการพัฒนาสู่การปฏิบัติในแต่ละช่วงเวลาอย่างต่อเนื่องและมีการบูรณาการ  และสร้างความเข้าใจถึงอนาคตของประเทศไทยร่วมกัน  และเกิดการรวมพลังของทุกภาคส่วนในสังคม ทั้งประชาชน  เอกชน  ประชาสังคม  ในการขับเคลื่อนการพัฒนาเพื่อการสร้างและรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์แห่งชาติและบรรลุวิสัยทัศน์  “ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว  ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” หรือคติพจน์ประจำชาติ  “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน”  เพื่อให้ประเทศมีขีดความสามารถในการแข่งขัน มีรายได้สูงอยู่ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว  คนไทยมีความสุข  อยู่ดี  กินดี  สังคมมีความมั่นคง  เสมอภาคและเป็นธรรม  ซึ่งยุทธศาสตร์ชาติที่จะใช้เป็นกรอบแนวทางการพัฒนาในระยะ  20  ปีต่อจากนี้ไป

จะประกอบด้วย 6 ยุทธศาสตร์ ได้แก่

1.ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง
2.ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน
3.ยุทธศาสตร์การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคน
4.ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างโอกาสความเสมอภาคและเท่าเทียมกันทางสังคม
5.ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
6.ยุทธศาสตร์ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ

2 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 – 2564 )

กรอบวิสัยทัศน์แผนพัฒนา ฯ ฉบับที่ 12

กรอบวิสัยทัศน์แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12  จากสถานะของประเทศและบริบทการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่ประเทศกำลังประสบอยู่ ทำให้ การกำหนดวิสัยทัศน์แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 ยังคงมีความต่อเนื่องจากวิสัยทัศน์แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 และ กรอบหลักการของการวางแผนที่น้อมนำและประยุกต์ใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ยึดคนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาอย่างมีส่วนร่วม การพัฒนาที่ยึดหลักสมดุล  ยั่งยืน  โดยวิสัยทัศน์ของการพัฒนาในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 ต้องให้ความสำคัญกับการกำหนดทิศทางการพัฒนาที่มุ่งสู่การเปลี่ยนผ่านประเทศไทย จากประเทศที่มีรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง มีความมั่นคง  และยั่งยืน  สังคมอยู่ร่วมกันอย่างมี  ความสุข และนำไปสู่การบรรลุวิสัยทัศน์ระยะยาว  “มั่นคง  มั่งคั่ง ยั่งยืน “ของประเทศ

เป้าหมาย

  1. การหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางสู่รายได้สูง
  • เศรษฐกิจขยายตัวเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าร้อยละ 0
  • ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศต่อหัว (GDP per Capita) และรายได้ ประชาชาติต่อหัว (GNP Per Capita) ณ สิ้นแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 ในปี 2564  เพิ่มขึ้นเป็น

317 ,051 บาท ( 9,325  ดอลลาร์ สรอ.)  และ 301,199 บาท (8,859 ดอลล่าร์ สรอ. ) ต่อคนต่อปี

  • ผลิตภาพการผลิตเพิ่มขึ้นไม่ต่ำว่าเฉลี่ยร้อยละ 5 ต่อปี
  • การลงทุนรวมขยายตัวไม่ต่ำกว่าเฉลี่ยร้อยละ 8.0 (การขยายตัวของการ ลงทุนภาครัฐไม่ต่ำกว่าร้อยละ  0 และการลงทุนของภาคเอกชนขยายตัวไม่ต่ำกว่า เฉลี่ยร้อยละ 7.5 ในขณะที่ปริมาณการส่งออกขยายตัวเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าร้อยละ 4.0 ต่อปี )
  1. การพัฒนาศักยภาพคนให้สนับสนุนการเจริญเติบโตของประเทศและการสร้าง สังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ
  • ประชาชนทุกช่วงวัยมีความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจและสังคม (socio Economic Security ) และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
  • การศึกษาและการเรียนรู้ได้รับการพัฒนาคุณภาพ
  • สถาบันทางสังคมมีความเข้มแข็งเป็นฐานรากที่เอื้อต่อการพัฒนาคน
  1. การลดความเหลื่อมล้ำในสังคม

(1)การกระจายรายได้มีความเท่าเทียมกันมากขึ้น

(2)บริการทางสังคมมีคุณภาพและมีการกระจายอย่างทั่วถึง

  1.   การสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

(1) รักษาความมั่นคงของฐานทรัพยากร  สร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนและเป็นธรรม
(2) ขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจและสังคมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
(3) เพิ่มขีดความสามารถในการรับมือภัยพิบัติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
(4) เพิ่มประสิทธิภาพและเสริมสร้างธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ

และสิ่งแวดล้อม

(5)มีการบริหารจัดการน้ำให้สมดุลระหว่างการอุปสงค์และอุปาทานของน้ำ

  1. การบริหารราชการแผ่นดินที่มีประสิทธิภาพ

(1) การบริหารงานภาครัฐที่โปร่งใส เป็นธรรม มีประสิทธิภาพและมีส่วนร่วม

(2)ขจัดการทุจริตคอร์รัปชั่น

(3)มีการกระจายอำนาจที่เหมาะสม

 

แนวทางการพัฒนา

  1. การยกระดับศักยภาพการแข่งขันและการหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลางสู่รายได้สูง
    • การส่งเสริมด้านการวิจัยและพัฒนา พัฒนาสภาวะแวดล้อมของการพัฒนา วิทยาศาสตร์  เทคโนโลยี วิจัย และนวัตกรรม ทั้งด้าน  การลงทุนในการวิจัยและพัฒนา ด้านบุคลากรวิจัยด้านโครงสร้างพื้นฐาน  และด้านการบริหารจัดการ  รวมทั้ง สนับสนุนและผลักดันให้ผู้ประกอบการมีบทบาทหลักด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม  ตลอดจนผลักดันงานวิจัยและพัฒนาให้ใช้ประโยชน์อย่างแท้จริงทั้งเชิงพาณิชย์และสาธารณะโดยให้ความคุ้นครองทรัพย์สินทางปัญญา
    • การพัฒนาผลิตภาพแรงงาน สร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการพัฒนากำลังคนและแรงงาน ให้มีทักษะความรู้และสมรรถะที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดและรองรับการเปิดเสรีของประชาคม อาเซียน โดยยกระดับและพัฒนาสมรรถนะแรงงานไทยด้วยเทคโนโลยี เร่งรัดให้แรงงานทั้งระบบมีการเรียนรู้ ขั้นพื้นฐานเพื่อสามารถแข่งขันในตลาดแรงงานได้สนับสนุนให้แรงงานและปัจจัยการผลิตมีความยืดหยุ่นใน การเคลื่อนย้ายระหว่างสาขาการผลิตและระหว่างพื้นที่การผลิตเพื่อให้แรงงานสามารถเคลื่อนย้ายไปสู่สาขา  การผลิตที่มีผลิตภาพการผลิตสูงสุดและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมและบริการจัดทำกรอบ คุณวุฒิวิชาชีพและมาตรฐานฝีมือแรงงานให้เป็นมาตรฐานที่เชื่อมโยงกันเพื่อยกระดับทักษะของแรงงานไทย
    • การส่งเสริมผู้ประกอบการที่เข้มแข็งและพาณิชย์ดิจิตอล พัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการให้มีความยืดหยุ่น สามารถปรับตัวและดำเนินธุรกิจท่ามกลางการดำเนินนโยบายและมาตรการการกีดกันทางการค้าในรูปแบบต่างๆ เพิ่มสัดส่วน ความเป็นเจ้าของของคนไทยและสนับสนุนให้มีการขยายตลาดที่มีแบรนด์สินค้าและช่องทางการตลาดที่เป็นของตนเองมากขึ้น ตลอดจนพัฒนาต่อยอดอุตสาหกรรมและบริการเพื่อเข้าสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิต  บริการ และอุตสาหกรรมดิจิตอล
  • การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เร่งลงทุนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม

ขนส่งเพื่อเชื่อมโยงพื้นที่  เศรษฐกิจไปประเทศและต่างประเทศ  ทั้งการพัฒนาและปรับปรุงโครงข่ายรถไฟให้เป็นโครงข่ายหลักในการเดินทางและขนส่งของประเทศ  พัฒนาโครงข่ายระบบขนส่งสาธารณะและโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง  ขยายขีดความสามารถของท่าอากาศยานหลักของประเทศ พัฒนาท่าเรือที่มีศักยภาพให้เป็นท่าเรืออิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบ  รวมทั้งพัฒนาและปรับปรุงระบบโทรคมนาคมของประเทศ  ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมที่เกิดจากลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น อุตสาหกรรมซ่อมบำรุงและผลิตชิ้นส่วน  อากาศยาน และอุตสาหกรรมระบบราง เป็นต้น  เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประเทศในการเป็นฐาน  การผลิตในภูมิภาคอาเซียน

  • การปรับโครงสร้างการผลิต ปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตร โดยการปรับเปลี่ยน

จากการผลิตสินค้าเกษตรชั้นปฐม เป็นสินค้าเกษตรแปรรูปที่มีมูลค่าสูงมีคุณภาพและมาตรฐานสากล สามารถสร้างความเชื่อมโยงทางด้านวัตถุดิบกับประเทศเพื่อนบ้านและลดระดับการผลิต สินค้าชั้นปฐมที่สูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันลงสู่ระดับที่จำเป็นสำหรับการสร้างความมั่นคง ทางด้านอาหารและพลังงาน จัดระบบการผลิตให้สอดคล้องกับศักยภาพพื้นที่และความต้องการของตลาด ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำทั้งด้านกายภาพและเศรษฐกิจ รวมทั้ง ส่งเสริมการรวมกลุ่มทางการเกษตรจากกิจการเจ้าของคนเดียวเป็นการประกอบการในลักษณะสหกรณ์ ห้างหุ้นส่วน และบริษัทเพื่อให้เกิดการประหยัดจากขนาด พิจารณาพันธุ์พืชที่เหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่และแหล่งน้ำ ใช้เทคโนโลยีการผลิตในระดับที่เหมาะสม ใช้กลไกตลาดในการป้องกันความเสี่ยง  ตลอดจนส่งเสริมและเร่งขยายผลแนวคิดการทำการเกษตรตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และระบบเกษตรกรรมยั่งยืน ปรับโครงสร้างการผลิตภาพบริการโดยเร่งพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งให้เกิดความเชื่อมโยงกันเป็นโครงข่ายทั้งทางบก  ทางน้ำและทางอากาศ เร่งพัฒนาท่าเทียบเรือขนาดใหญ่เพื่อรองรับการเติบโตของการท่องเที่ยวของการท่องเที่ยวทางทะเล ปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวให้ครอบคลุมและทันสมัยทั้งการควบคุมกิจการต่างๆเกี่ยวกับการท่องเที่ยวและส่งเสริมการท่องเที่ยวและกำหนดและจัดทำกฎหมายเพื่อยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวของไทยสู่สากลและรองรับการพัฒนาการท่องเที่ยวให้สามารถ แข่งขันได้ในระดับนานาชาติ รวมทั้งส่งเสริมการพัฒนาเชิงพื้นที่ในลักษณะกลุ่มคลัสเตอร์ท่องเที่ยว โดยสนับสนุนการพัฒนาด้านการท่องเที่ยวของพื้นที่ที่มีความเชื่อมโยงทั้งทางกายภาพ  วิถีชีวิต/วัฒนธรรมท้องถิ่น และกิจกรรมการท่องเที่ยวตลอดจนส่งเสริมการสร้างความเชื่อมโยงด้านการท่องเที่ยวในภูมิภาคอาเซียน  ทั้งประเทศที่มีพรมแดนติดกันและประเทศที่มีโครงข่ายคมนาคมขนส่งเชื่อมโยงกันเพื่อให้เกิดการพัฒนาแบบองค์รวมทั้งระบบ  พัฒนาต่อยอดอุตสาหกรรมอนาคตเพื่อเป็นแหล่งการถ่ายทอดเทคโนโลยี เชื่อมโยงการผลิตกับอุตสาหกรรมที่เป็นฐานรายได้ประเทศและเป็นกลไกการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เข้าสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและบริการทั้งในระดับอนุภูมิภาคและในภูมิภาคอาเซียน  พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนการขยายตัวด้านการค้า การลงทุน เช่น โลจิสติกส์ และพลังงาน รวมทั้งปัจจัยสนับสนุนการลงทุนอื่นๆ เช่น ลดอุปสรรคการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ เป็นต้น ส่งเสริมการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ทั้งภาคการผลิต การตลาด การบริหารจัดการ  การเงิน  และโลจิสติกส์ เชื่อมโยงเศรษฐกิจดิจิตอล  ในการอำนวยความสะดวกทางการค้าการลงทุนด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์และสนับสนุนการลงทุนเพื่อสร้างเศรษฐกิจและสังคมแห่งปัญญาและการเรียนรู้มุ่งเน้นการพัฒนาธุรกิจเชิงสร้างสรรค์ การลงทุนที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การประหยัดพลังงาน  และการใช้พลังงานทดแทน  การลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเชิงพาณิชย์ การจัดตั้งสำนักงานใหญ่ข้ามประเทศ  บริษัทการค้าระหว่างประเทศ  รวมทั้งการให้ความสำคัญเรื่องความรับผิดชอบและการตอบแทนสู่สังคมขององค์กร และกิจการเพื่อสังคม

  1. การพัฒนาศักยภาพคนตามช่วงวัยและการปฏิรูประบบเพื่อสร้างสังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ
    • การพัฒนาศักยภาพคนในทุกช่วงวัยให้สนับสนุนการเจริญเติบโตของประเทศ โดยช่วงวัยเด็ก ตั้งแต่แรกเกิดให้มีพัฒนาการที่สมวัยในทุกด้าน วัยเรียน วัยรุ่นให้มีทักษะการเรียนรู้  ทักษะชีวิต สามารถอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นภายใต้บริบทสังคมที่เป็นพหุวัฒนธรรม  วัยแรงงานให้มีการพัฒนายกระดับสมรรถนะฝีมือแรงงานเพื่อสร้างผลิตภาพเพิ่มให้กับประเทศ วัยผู้สูงอายุให้มีการทำงานที่เหมาะสมตามศักยภาพและประสบการณ์ มีรายได้ในการดำรงชีวิต มีการสร้างเสริมและฟื้นฟูสุขภาพเพื่อป้องกันหรือชะลอความทุพพลภาพ และโรคเรื้อรังต่างๆที่จะก่อให้เกิดภาระแก่ปัจเจกบุคคล  ครอบครัว และระบบบริการสุขภาพ
    • การยกระดับคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ให้มีคุณภาพ เท่าเทียมและทั่วถึงโดย
  • ปฏิรูประบบบริหารจัดการทางการศึกษา โดยปรับระบบบริหารจัดการการศึกษาใหม่เพื่อสร้างความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ (Accountability)
  • ปฏิรูประบบการคลังด้านการศึกษา เพื่อเพิ่มคุณภาพและประสิทธิภาพการจัดการศึกษาโดยการจัดสรรงบประมาณตรงสู่ผู้เรียน  ส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากภาคเอกชนในการจัดการศึกษา
  • พัฒนาคุณภพครูทั้งระบบ ตั้งแต่กระบวนการผลิต สรรหา  และการคัดเลือกให้ได้คนดีคนเก่ง  รวมทั้งระบบการประเมินและรับรองคุณภาพที่เน้นผลลัพธ์จากตัวผู้เรียน และ
  • ปฏิรูประบบการเรียนรู้ โดยมุ่งจัดการเรียนรู้เพื่อ สร้างสมรรถนะกำลังคนทั้งระบบการศึกษาตั้งแต่ระดับปฐมศึกษาจนถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิต  พัฒนาสื่อเพื่อการเรียนรู้ปรับหลักสูตรและผลิตกำลังคนให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงและความต้องการของตลาด การวิจัยและการใช้เทคโนโลยีและสื่อเพื่อการเรียนรู้
    • การพัฒนาด้านสุขภาพ โดยส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการแพทย์เพื่อรองรับการเป็นสังคมผู้สูงอายุทั้งในด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพและที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ ยกระดับการบริหารจัดการระบบสุขภาพเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความยั่งยืนในระยะยาว โดยพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศเพื่อการบริหารทรัพยากรด้านสาธารณสุข บูรณาการระบบหลักประกันสุขภาพภาครัฐ ให้เกิดความเป็นเอกภาพในการบริหารจัดการและการใช้ทรัพยากร และสิ่งเสริมการอภิบาลระบบสุขภาพใน รูปแบบเครือข่ายที่มีการใช้ทรัพยากรร่วมกัน พัฒนาศักยภาพของประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพ  นานาชาติทั้งในด้านศูนย์กลางบริการสุขภาพ (Medical Service Hub ) ศูนย์กลางบริการเพื่อส่งเสริมสุขภาพ ( Wellness Hub) ศูนย์กลางยาและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ (Product Hub )และ ศูนย์กลางบริการวิชาการและ งานวิจัย (Academic Hub ) เพื่อนำรายได้กลับมาใช้ยกระดับคุณภาพบริการสาธารณสุขภายในประเทศ  รวมทั้งส่งเสริมการให้ความสำคัญกับมิติสุขภาพในทุกนโยบายสาธารณะ(Health in All Policies) เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายของทุกภาคส่วนตระหนักถึงผลกระทบของนโยบาย สาธารณะที่มีต่อสุขภาพของประชาชน
    • การสร้างสภาพแวดล้อมและนวัตกรรมที่เอื้อต่อการดำรงชีพในสังคมสูงวัย โดยการปรับปรุงสภาพแวดล้อมและความจำเป็นทางกายภาพให้เหมาะกับวัย และการพัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายุ ในรูปแบบที่หลากหลายทั้งในด้านการจัดบริการสุขภาพและสวัสดิการสังคมอย่างบูรณาการ โดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งพัฒนาชุมชนที่มีศักยภาพและความพร้อมให้เป็นต้นแบบของการดูแลผู้สูงอายุเพื่อขยายผลไปสู่ชุมชนอื่น ตลอดจนการพัฒนานวัตกรรมในการใช้ชีวิตประจำวันสำหรับผู้สูงอายุ

3.การลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม

3.1 การยกระดับรายได้และสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพ มุ่งเน้นการเพิ่มผลิตภาพ แรงงาน  โดยสนับสนุนให้แรงงานมีโอกาสเข้าถึงการเรียนรู้และพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานอย่างมีมาตรฐาน ปรับโครงสร้างค่าจ้างแรงงานให้ชัดเจนและสะท้อนทักษะฝีมือแรงงานอย่างแท้จริง  เร่งผลักดันให้การใช้ระบบมาตรฐานคุณวุฒิวิชาชีพและมาตรฐานฝีมือแรงงานในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้เพิ่มผลิตภาพทางการผลิตของเกษตรกรรายย่อย  โดยสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาและการผลิตทางการเกษตรที่สอดคล้องกับพื้นที่ สร้างหลักประกันรายได้แทนการอุดหนุนด้านราคาสินค้าเกษตร ลดต้นทุนทางการเกษตรโดย สนับสนุนปัจจัยการผลิต

3.2 การจัดบริการทางสังคมให้ทุกคนตามสิทธิขั้นพื้นฐาน  และเน้นการสร้างภูมิคุ้มกัน ระดับปัจเจก โดย

(1) พัฒนาระบบบริการสาธารณะให้มีคุณภาพและมีช่องทางการเข้าถึงอย่างหลากหลาย โดยเฉพาะระบบบริการสาธารณสุขและการศึกษาขั้นพื้นฐาน สวัสดิการสังคมและกระบวนการยุติธรรม
(2) สนับสนุนการจัดหาที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อยและการเข้าถึงระบบสาธารณูปโภค กำหนดเป็นนโยบายที่อยู่อาศัยแห่งชาติและเมืองน่าอยู่ พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยแก้ปัญหาชุมชนแออัดในเมืองโดยดำเนินการร่วมกันกับภาคธุรกิจเอกชนและ
(3) การจัดรูปแบบสวัสดิการพื้นฐานที่จำเป็นและเหมาะสมตามกลุ่มเป้าหมาย( Customized Welfare) ที่คำนึงถึงฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมที่แตกต่างกัน โดยมีแนวทางการรับภาระค่าใช้จ่ายร่วมกัน (Cost Sharing)

3.3 การสร้างความเสมอภาคในการเข้าถึงทรัพยากร โดยปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรสนับสนุนให้เกษตรกรรายย่อยที่ไร้ที่ดินทำกินและยากจนได้มีที่ดินเป็นของตนเองหรือมีสิทธิทำกินในที่ดิน ปฏิรูประบบการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบและเข้าถึงพื้นที่เป้าหมายได้อย่างแท้จริงด้วยการผลักดัน พรบ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ……..และบูรณาการแผนงานและงบประมาณร่วมกันของหน่วยงาน และสร้างกระบวนการมีส่วนร่วม รวมทั้งปรับโครงสร้างภาษีที่เป็นธรรม เช่น ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภาษีมรดกและภาษีสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

3.4 การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างเสมอภาค การคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานและการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างเท่าเทียมโดยการเสริมศักยภาพและความเข้มแข็งด้านกฎหมายให้แก่ประชาชน  รวมทั้งการปรับปรุงและบังคับใช้กฎหมายเพื่อลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ  เช่น กฎหมายป่าชุมชน  กฎหมายภาษีมรดก กฎหมายที่ดิน เป็นต้น

  1. การรองรับการเชื่อมโยงภูมิภาคและความเป็นเมือง

4.1 การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกของเมือง เตรียมความพร้อมรองรับความเป็นเมือง ทั้งด้านการบริหารจัดการด้านผังเมือง  ด้านสาธารณูปโภค สาธารณูปการ ระบบคมนาคมขนส่ง  ระบบบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม ระบบการศึกษาและระบบสาธารณสุขที่ได้มาตรฐานมีคุณภาพ และเพียงพอต่อความต้องการของคนในเมือง  รวมทั้งเสริมสร้างความสามารถในการบริหารจัดการเมืองตามระดับการพัฒนา

  • การพัฒนาด้านการขนส่งและโลจิสติกส์เชื่อมโยงกับเพื่อนบ้าน ส่งเสริมและเร่งรัดการพัฒนาระบบการบริหารจัดการโลจิสติกส์ของประเทศเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ  ทั้งด้านการค้า การลงทุน และการบริการ โดยคำนึงถึงการเป็นมิตรต่อ สิ่งแวดล้อม (Green Logistics) สนับสนุนให้เกิดความร่วมมือในห่วงโซ่อุปทาน  และปรับปรุงกฎหมาย  กฎ ระเบียบ รวมทั้งปรับลดกระบวนงานด้านอำนวยความสะดวกทางการค้า ขนส่ง  และโลจิสติกส์ให้มีความ สะดวกและมีประสิทธิภาพต่อภาคธุรกิจอย่างแท้จริง
  • การส่งเสริมการลงทุน การค้าชายแดน และการจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ให้ความสำคัญกับนโยบายส่งเสริมการลงทุนและการค้าชายแดนเพื่อดึงดูดให้ นักลงทุนในภูมิภาคเข้ามาลงทุนในไทยและประเทศเพื่อนบ้าน  รวมทั้งส่งเสริมการจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจ พิเศษในพื้นที่ชายแดน โดยให้ความสำคัญกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การส่งเสริมการลงทุนและสิทธิประโยชน์การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว  และการให้บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จเพื่อช่วยอำนวยความสะดวก  ด้านการค้าชายแดนและการผ่านแดนระหว่างไทยกับประเทศในภูมิภาคมากขึ้น
  1. การสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

5.1 การรักษาทุนทางธรรมชาติเพื่อการเติบโตสีเขียว  ใช้ประโยชน์จากทุนธรรมชาติ โดยคำนึงถึงขีดจำกัดและศักยภาพในการฟื้นตัว ปกป้องรักษาทรัพยากรป่าไม้  โดยสนธิกำลังของทุกภาคส่วน นำระบบสารสนเทศมาใช้เพื่อการบริหารจัดการ บังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม เพิ่มพื้นที่ป่าไม้โดยส่งเสริมการปลูกไม้มีค่าทางเศรษฐกิจระยะยาว  อนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายชีวภาพ  อย่างยั่งยืนและแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม  รวมทั้งผลักดันแนวทางกากรประเมินมูลค่าของระบบนิเวศ  และการสร้างรายได้จากการอนุรักษ์ จัดสรรที่ดินให้แก่ผู้ยากไร้ กระจายการถือครองที่ดิน  จัดทำฐานข้อมูลที่ดิน เพื่อการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ การจัดเก็บภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้า กำหนดเพดาน การถือครองที่ดิน  เหมาะสม และกำหนดมาตรการป้องกันการถือครองที่ดินของคนต่างชาติ  บริหารจัดการน้ำเพื่อให้เกิดความ ยั่งยืน บูรณาการระหว่างหน่วยงานอย่างเป็นระบบ  สร้างศูนย์ข้อมูลทรัพยากรน้ำ จัดตั้งองค์กรบริหารจัดการน้ำในระดับพื้นที่ เช่น คณะกรรมการลุ่มน้ำ และองค์กรผู้ใช้น้ำ คุ้มครองทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ลดความขัดแย้งเชิงนโยบายระหว่างการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การท่องเที่ยว การประมงและวิถีชีวิตของชุมชน  บริหารจัดการแร่โดยกำหนดปริมาณที่เหมาะสมในการนำแร่มาใช้ประโยชน์ คำนึงถึงความจำเป็นและมูลค่าใน อนาคต  บังคับใช้มาตรการควบคุมผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ที่ก่อมลพิษต่อสภาพแวดล้อมและสุขภาพ อนามัยของประชาชน

5.2 การส่งเสริมการบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สร้างระบบหมุนเวียนวัสดุที่ใช้แล้ว  ที่มีประสิทธิภาพ ขับเคลื่อนสู่ Zero Waste Society ผ่านมาตรการต่างๆ เช่น การปฏิรูประบบภาษีและค่าธรรมเนียมเพื่อสิ่งแวดล้อม การศึกษาเพื่อสิ่งแวดล้อม มาตรฐานและฉลากสินค้า เป็นต้น

5.3 การส่งเสริมการผลิต  การลงทุน และการสร้างงานสีเขียว เพื่อยกระดับประเทศสู่เศรษฐกิจและสังคมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พัฒนาคลัสเตอร์อุตสาหกรรมสีเขียว  ส่งเสริมผู้ประกอบการให้สามารถปรับระบบสู่ห่วงโซ่อุปทานหรือห่วงโซ่คุณค่าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ( Green Supply Chain /Green Value Chain ) ส่งเสริมการค้า การเกษตรกรรมยั่งยืน รวมทั้งส่งเสิรมภาคบริการที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย  เพื่อให้ประเทศไทยมีศักยภาพให้มีบทบาทมากขึ้นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

5.4 การจัดการมลพิษและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ด้วยการเร่งรัดการควบคุมมลพิษทั้งทางอากาศ ขยะ น้ำเสีย และของเสียอันตราย ที่เกิดจากการผลิตและบริโภค เพื่อสร้างคุณภาพสิ่งแวดล้อม ที่ดีให้กับประชาชน  เร่งรัดแก้ไขปัญหาการจัดการขยะเป็นลำดับแรก  โดยส่งเสริมให้เกิดกลไกการคัดแยกขยะ เพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ให้มากที่สุด เร่งกำจัดขยะมูลฝอยตกค้างสะสมในสถานที่กำจัดในพื้นที่วิกฤต สร้างรูปแบบการจัดการขยะมูลฝอยและของเสียอันตรายที่เหมาะสม  เน้นการแปรรูปเป็นพลังงานสร้างวินัยของคนในชาติมุ่งสู่การจัดการที่ยั่งยืน โดยให้ความรู้แก่ประชาชน และการบังคับใช้กฎหมาย

5.5 การพัฒนาความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ  ผลักดันการจัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ของอาเซียน หาแนวทางความร่วมมือกับอาเซียน และอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงในประเด็นการขนส่งข้ามพรมแดน การเคลื่อนย้ายแรงงาน การบริหารจัดการพลังงาน และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ

5.6 การเพิ่มขีดความสามารถในการปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศและการบริหารจัดการเพื่อลดความเสี่ยงด้านภัยพิบัติ เพิ่มขีดความสามารถในการรับมือและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  เพิ่มศักยภาพในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้กับทุกภาคส่วน ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาทางวิทยาศาสตร์  เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อลดผลกระทบและปรับตัวต่อ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พัฒนาระบบฐานข้อมูลและระบบการเตือนภัย ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติทางธรรมชาติ ให้ความสำคัญกับการป้องกันน้ำท่วม  วางแผนป้องกันเมืองและพื้นที่ชายฝั่ง พัฒนาเมืองที่สามารถปรับตัวและยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Resilience City.) การให้บริการของระบบนิเวศ ส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชนในการรับมือภัยพิบัติโดยสร้างแนวป้องกันตามธรรมชาติ และการจัดทำแผนธุรกิจต่อเนื่องรวมทั้ง การพัฒนาระบบการจัดการภัยพิบัติให้มีประสิทธิภาพพร้อมรองรับแนวโน้มการเกิดภัยพิบัติที่รุนแรงในอนาคต

  1. การบริหารราชการแผ่นดินที่มีประสิทธิภาพ

6.1 การสร้างความโปร่งใสในทุกขั้นตอนของการปฏิบัติราชการ โดยให้มีช่องทางให้ทุกภาคส่วนสามารถเข้าถึง เข้าตรวจสอบข้อมูลของภาคราชการและร้องเรียนได้ เช่น ข้อมูลการประกวดราคา  จัดซื้อจัดจ้างโครงการของทางราชการ ข้อมูลการประมูลโครงการ  ผู้ชนะการประมูลและราคาปิดประมูล ข้อมูลความก้าวหน้าตามกระบวนการยุติธรรม เช่น คดีที่ไม่ดำเนินการตามหลักธรรมาภิบาล คดีทุจริตคอร์รัปชั่นและคดีที่ประชาชนให้ความสนใจในแต่ละยุคสมัย ฯลฯ
6.2 การพัฒนาบุคลากรภาครัฐให้มีความเป็นมืออาชีพและเพียงพอต่อการขับเคลื่อนภารกิจภาครัฐร่วมกับภาคเอกชนและภาคประชาสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้ระบบราชการเล็กกะทัดรัดแต่มีความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพสูง
6.3 การสร้างรูปแบบการพัฒนา อปท. ให้เหมาะสม สามารถรับมือการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งเป็นแกนหลักในการประสานเครือข่ายและเชื่อมโยงภาคส่วนต่างๆ ในระดับพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
6.4 การสร้างระบบตรวจสอบ ติดตามและประเมินผลที่มีประสิทธิภาพ สร้างผลงานที่มีคุณภาพ รวดเร็ว และน่าเชื่อถือ สามารถเป็นเครื่องมือให้กับคณะรัฐมนตรีประกอบการตัดสินใจใน เชิงนโยบายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการติดตามประเมินผลโครงการใหญ่ๆที่มีการใช้จ่ายงบประมาณเป็นจำนวนมาก และ เป็นโครงการที่มีผลกระทบในวงกว้าง

 

  • แผนพัฒนาภาค/แผนพัฒนากลุ่มจังหวัด/แผนพัฒนาจังหวัด

   ยุทธศาสตร์การพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบนฯกลุ่ม 1

(จังหวัดนนทบุรี  จังหวัดปทุมธานี  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และจังหวัดสระบุรี)

วิสัยทัศน์  “ เป็นแหล่งฐานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่สะอาด อุดมสมบูรณ์เพื่อสนับสนุนการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิต การค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม”

เป้าประสงค์รวม  กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน 1 ประกอบด้วยจังหวัดสระบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยาและนนทบุรี มีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่สะอาด อุดมสมบูรณ์ เป็นฐานการผลิตและสนับสนุนความสามารถในการค้าและการลงทุนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมรองรับการพัฒนาที่ยั่งยืนในอนาคต

ประกอบด้วย ประเด็นยุทธศาสตร์และกลยุทธ์  ดังนี้

ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 1 : พัฒนาระบบการเกษตรให้มีผลผลิตปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

กลยุทธ์และแนวทาง

  1. ส่งเสริมให้มีการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัย

เป้าประสงค์ มีการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัย

  1. อนามัยสิ่งแวดล้อม

เป้าประสงค์ ทรัพยากรน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา/ป่าสักมีคุณภาพ ความสะอาดตามเกณฑ์มาตรฐาน

ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 2 : ส่งเสริมความร่วมมือชุมชนกับภาคอุตสาหกรรมในการจัดการสิ่งแวดล้อม

กลยุทธ์และแนวทาง

  1. การมีส่วนร่วมของประชาชนในท้องถิ่นกับภาคอุตสาหกรรม

เป้าประสงค์ ทุกภาคส่วนมีจิตสำนึกและพฤติกรรมการมีส่วนร่วมในการรักษาสิ่งแวดล้อมแม่น้ำเจ้าพระยา/ป่าสัก

ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 3 : ส่งเสริมบทบาทชุมชนและนักท่องเที่ยวเพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรน้ำ

กลยุทธ์และแนวทาง

  1. การจัดหาโครงสร้างพื้นฐานชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยา/ป่าสัก

เป้าประสงค์ มีการผลิต การค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

  1. การจัดการทรัพยากรการท่องเที่ยวและสิ่งแวดล้อม

เป้าประสงค์ มีการท่องเที่ยวที่ให้ความรู้และสร้างพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวให้อยู่ในกรอบของการอนุรักษ์แม่น้ำเจ้าพระยา/ป่าสัก

ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 4 : ฟื้นฟูคุณภาพระบบนิเวศของแม่น้ำเจ้าพระยา / ป่าสัก

กลยุทธ์และแนวทาง

  1. การจัดการโครงสร้างพื้นฐาน

เป้าประสงค์ ทรัพยากรน้ำในแม่น้ำเจ้ายา/ป่าสัก มีคุณภาพความสะอาดตามเกณฑ์มาตรฐาน
ยุทธศาสตร์ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา (พ.ศ.2557 – 2560 ) ฉบับทบทวน (รอบปี พ.ศ. 2560 )
วิสัยทัศน์จังหวัด “ อยุธยานครประวัติศาสตร์ น่าเที่ยว น่าอยู่ ก้าวสู่สากล”

เป้าประสงค์รวม 

  1. เป็นเมืองประวิติศาสตร์ที่น่าท่องเที่ยวระดับสากล
  2. ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี
  3. ภาคการผลิต ภาคการคาและบริการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 1  พัฒนาคุณภาพแหล่งท่องเที่ยวและการบริการ สู่มาตรฐานสากล

  1. เป้าประสงค์ : เพิ่มพูนค่าด้านการท่องเที่ยวเมืองมรดกโลก
  2. กลยุทธ์
  • ส่งเสริมการจัดกิจกรรมการท่องเที่ยวด้านประวัติศาสตร์ งานประเพณี และการประชาสัมพันธ์เชิงรุกด้านการท่องเที่ยว
  • พัฒนาคุณภาพการให้บริการของบุคลากรด้านการท่องเที่ยว ให้ได้มาตรฐานสากล
  • ส่งเสริมการพัฒนาและฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพด้านการเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์
  • พัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกในการเดินทางและเยี่ยมชมแหล่งท่องเที่ยว ให้ได้มาตรฐานสากล
  1. ตัวชี้วัด
  • ร้อยละของรายได้จากการท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น (ร้อยละ 5 )
  • ร้อยละของนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น (ร้อยละ 5 )

ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 2  พัฒนาเมืองและชุมชนให้น่าอยู่

  1. เป้าประสงค์ : ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างมีดุลภาพ
  2. กลยุทธ์
  • สนับสนุนการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่เสี่ยงและได้รับผลกระทบ
  • เพิ่มขีดความสามารถของเครือข่ายทุกภาคส่วนในการจัดการสถานการณ์วิกฤต
  • เพิ่มประสิทธิภาพกลไกทุกภาคส่วนในการป้องกันแก้ไขปัญหาสังคม
  • ยกระดับคุณภาพชีวิตโดยกลไกการจัดระเบียบสังคม
  1. ตัวชี้วัด
  • ร้อยละความสำเร็จของการดำเนินการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในระดับจังหวัด (ระดับ 4 )
  • ระดับความสำเร็จของการลดผลกระทบจากสาธารณภัยและอุบัติเหตุ (ระดับ 5 )
  • ระดับความสำเร็จในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติ (ระดับ 4 )
  • ประชาชนมีความพึงพอใจต่อการบริหารและแก้ไขปัญหาความเดือนร้อน (ร้อยละ 85 )

ประเด็นยุทธศาสตร์ที 3  พัฒนาภาคการผลิต ภาคการค้าและบริการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

  • เป้าประสงค์ : สถานประกอบการมีศักยภาพพร้อมต่อการแข่งขันในตลาดโลกทุกระดับ
  • กลยุทธ์

(1)ส่งเสริมอุตสาหกรรมสีเขียว
(2)ส่งเสริมเกษตรปลอดภัย
(3)ยกระดับคุณภาพสินค้าและบริการของชุมชนและสถานประกอบการ ให้ได้มาตรฐานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

(3.)ตัวชี้วัด

(1) ร้อยละที่เพิ่มขึ้นของเกษตรกร / แปลง /ฟาร์มที่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยของจังหวัด(ร้อยละ 5 )
(2)ร้อยละที่เพิ่มขึ้นของโรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีสะอาด (ร้อยละ 2 )
(3)รายได้จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชนเพิ่มขึ้น (ร้อยละ 10 )

1.4 ยุทธศาสตร์การพัฒนาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตจังหวัด

กรอบนโยบาย ทิศทางและแนวทางการพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

วิสัยทัศน์องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

“เป็นองค์กรหลักในการพัฒนาท้องถิ่น สนับสนุนและตอบสนองนโยบายของรัฐบนพื้นฐานของความเข้าใจในปัญหาและศักยภาพของท้องถิ่น มีการบูรณาการบริหารจัดการในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ”

พันธกิจ

  1. จัดให้มีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี
  2. จัดให้มีการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต / สุขภาพ และการกีฬา
  3. จัดให้มีการเกษตรอินทรีย์ปลอดสารพิษ
  4. จัดให้มีการจัดระเบียบชุมชน สังคมและความสงบเรียบร้อย
  5. จัดให้มีการวางแผน การส่งเสริมการลงทุน พาณิชยกรรม
  6. จัดให้มีการส่งเสริมการบริหารจัดการและการอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  7. จัดให้มีการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม จารีตประเพณี และภูมิปัญญาท้องถิ่น
  8. จัดให้มีการส่งเสริมการท่องเที่ยว
  9. จัดให้มีการพัฒนาเศรษฐกิจตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงไปสู่ความยั่งยืน
  10. จัดให้มีการพัฒนาการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี
  11. จัดให้มีการกีฬาเพื่อส่งเสริมสุขภาพ / การท่องเที่ยว

จุดมุ่งหมายเพื่อการพัฒนา

  1. มีโครงสร้างพื้นฐาน การคมนาคม สะดวก รวดเร็วและปลอดภัย ระบบสาธารณูปโภคทั่วถึง
  2. ประชาชนมีอาชีพและรายได้พอเพียง มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
  3. มีการพัฒนาชุมชนและสังคม มีความเข้มแข็งและสงบเรียบร้อย
  4. มีการลงทุนและพาณิชยกรรม ในพื้นที่มากขึ้น
  5. มีการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมาชาติและสิ่งแวดล้อมดีขึ้น
  6. ศิลปวัฒนธรรม จารีตประเพณี และภูมิปัญญาท้องถิ่นได้รับการอนุรักษ์และเผยแพร่

ให้มากขึ้น

  1. มีมาตรฐานการบริหารและบริการการท่องเที่ยวในระดับสากล และมีนักท่องเที่ยวมากขึ้น
  2. เพิ่มจุดมุ่งหมายของ เศรษฐกิจพอเพียง
  3. การบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี

กรอบนโยบาย ทิศทางและแนวทางการพัฒนาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

เพื่อนำไปสู่การบรรลุวิสัยทัศน์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีกรอบนโยบาย ทิศทางและแนวทางการพัฒนาท้องถิ่นเพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายการพัฒนาแต่ละด้าน และภายใต้ยุทธศาสตร์แต่ละด้านจะประกอบด้วยแนวทางในการพัฒนา ดังนี้

  1. ยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐาน
    • การก่อสร้าง ปรับปรุง บำรุงรักษา ถนน สะพาน ทางเท้า ท่อระบายน้ำ พร้อมมีการเชื่อมโยงโครงข่ายระหว่างอำเภอ
    • การขยายเขตประปาหรือก่อสร้างประปาหมู่บ้าน
    • การขยายเขตบริการโทรศัพท์สาธารณะให้ทั่วถึง
    • การขยายเขตบริการไฟฟ้าให้ทั่วถึง
    • การจำกัดน้ำหนักบรรทุกของรถยนต์ไม่ให้เกินมาตรฐาน มีการติดตั้งป้ายห้ามมิให้รถทุกชนิดที่มีน้ำหนักเกินกว่าที่กำหนดหรือเมื่อรวมน้ำหนักรถกับน้ำหนักบรรทุก
    • การจัดทำผังเมืองรวม
    • พัฒนาระบบการชลประทานเพื่อการเกษตรอย่างทั่วถึง
    • พัฒนาระบบจราจร
  2. ยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต
    • การส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ
    • การส่งเสริมและพัฒนาการศึกษา
    • การส่งเสริมและพัฒนาด้านสาธารณสุข
    • ด้านสวัสดิการชุมชน
    • การป้องกันยาเสพติด
    • การสงเคราะห์ สตรี เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการ ผู้ป่วยเอดส์
    • การสงเคราะห์และช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ
    • การป้องกันและแก้ไขปัญหาจากอุบัติเหตุทางถนน ภัยจากสารเคมีและวัตถุอันตราย และภัยจากการกระทำของมนุษย์
  3. ยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านการจัดระเบียบชุมชน/สังคม และการรักษาความสงบเรียบร้อย
    • ความสงบเรียบร้อย และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
    • การมีส่วนร่วมทางด้านการเมืองท้องถิ่น
    • การส่งเสริมประชาธิปไตย / การมีส่วนร่วม
  4. ยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านการวางแผน การส่งเสริมการลงทุนและพาณิชยกรรม

4.1 ด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการวางแผน
4.2 ด้านการส่งเสริมการลงทุน
4.3 ด้านการส่งเสริมการพาณิชย์

  1. ยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านการบริหารจัดการและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

5.1 การสร้างจิตสำนึกและความตระหนักในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
5.2 การจัดระบบบำบัดน้ำเสีย
5.3 การกำจัดและจัดการขยะ
5.4 การควบคุมมาตรฐานความดังของเสียง / ฝุ่นละออง
5.5 การป้องกันและแก้ไขปัญหาจากภัยธรรมชาติ

  1. ยุทธศาสตร์การพัฒนาส่งเสริมคุณธรรมด้านศิลปวัฒนธรรม จารีตประเพณีและภูมิปัญญาท้องถิ่น

6.1 การส่งเสริมคุณธรรมด้านศิลปวัฒนธรรม จารีตประเพณี และภูมิปัญญาท้องถิ่น

6.2 การอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม และฟื้นฟูบูรณะโบราณสถาน โบราณวัตถุ

  1. ยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยว

7.1 การประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว
7.2 การสร้างความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยว
7.3 การบริหารจัดการการท่องเที่ยว
7.4 การรักษาความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยว
7.5 การป้องกันอุบัติเหตุจากการท่องเที่ยว
7.6 การอนุรักษ์และพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว
7.7 การเพิ่มจำนวนและระยะเวลาการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยว

  1. ยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงไปสู่ความยั่งยืน

8.1 พัฒนาเครือข่ายความร่วมมือในการขับเคลื่อนแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง
8.2 การสร้างและพัฒนาการรวมกลุ่ม  ( Cluster)
8.3 ส่งเสริมการเกษตรทฤษฎีใหม่
8.4 สร้างภูมิคุ้มกันของระบบเศรษฐกิจ
8.5 การส่งเสริมการแก้ไขปัญหาความยากจน
8.6 การส่งเสริมผลิตภัณฑ์ชุมชน / ท้องถิ่น
8.7 การส่งเสริม สนับสนุนการสร้างองค์ความรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น

  1. ยุทธศาสตร์การพัฒนาการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี

9.1 การสร้างจิตสำนึกและพัฒนาขีดความสามารถบุคลากรภาครัฐ
9.2 การเสริมสร้างประสิทธิภาพการปฏิบัติ และการบริการประชาชนโดยยึดหลักธรรมาภิบาล (Good Governance )
9.3 ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการบริหารจัดการและการตรวจสอบควบคุม

การนำกรอบยุทธศาสตร์การพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไปสู่การปฏิบัติ

กรอบยุทธศาสตร์การพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นการจัดทำโดยคณะกรรมการประสานแผนพัฒนาท้องถิ่นจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนำไปเป็นแนวทางในการจัดยุทธศาสตร์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล และเป็นกรอบแนวทางในการให้ความเห็นชอบของคณะกรรมการประสานแผนพัฒนาท้องถิ่น และคณะอนุกรรมการประสานแผนระดับอำเภอที่ได้รับมองหมาย

หน้าที่ความรับผิดชอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่

  1. จัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง
  2. จัดให้มีและบำรุงรักษาทางบก ทางน้ำ และทางระบายน้ำ
  3. การจัดให้มีและควบคุมตลาด ท่าเทียบเรือ ท่าข้าม และที่จอดรถ
  4. การสาธารณูปโภคและการก่อสร้างอื่นๆ
  5. การสาธารณูปการ
  6. การส่งเสริม การฝึก และการประกอบอาชีพ
  7. การพาณิชย์ และการส่งเสริมการลงทุน
  8. การส่งเสริมการท่องเที่ยว
  9. การจัดการศึกษา
  10. การสังคมสงเคราะห์ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็ก สตรี คนชรา และผู้ด้อยโอกาส
  11. การบำรุงรักษาศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น และวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่น
  12. การปรับปรุงแหล่งชุมชนแออัดและการจัดการเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย
  13. การจัดให้มีและบำรุงรักษาสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ
  14. การส่งเสริมกีฬา
  15. การส่งเสริมประชาธิปไตย ความเสมอภาค และสิทธิเสรีภาพ ของประชาชน
  16. ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของราษฎรในการพัฒนาท้องถิ่น
  17. การรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง
  18. การกำจัดขยะมูลฝอย สิ่งปฏิกูล และน้ำเสีย
  19. การสาธารณสุข การอนามัยครอบครัว และการรักษาพยาบาล
  20. การจัดให้มีและควบคุมสุสานและฌาปนสถาน
  21. การควบคุมการเลี้ยงสัตว์
  22. การจัดให้มีและควบคุมการฆ่าสัตว์
  23. การรักษาความปลอดภัย ความเป็นระเบียบเรียบร้อย การอนามัย โรงมหรสพและสาธารณสถานอื่นๆ
  24. การจัดการ การบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากป่าไม้ ที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  25. การผังเมือง
  26. การขนส่งและการวิศวกรรมจราจร
  27. การดูแลรักษาที่สาธารณะ
  28. การควบคุมอาคาร
  29. การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
  30. การรักษาความสงบเรียบร้อย การส่งเสริมและสนับสนุนการป้องกันและรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
  31. กิจการอื่นใดที่เป็นผลประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นตามที่คณะกรรมการกระจายอำนาจฯประกาศกำหนด
  32. การจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง และประสานการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัด ตามระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกำหนด
  33. การคุ้มครอง ดูแล และบำรุงรักษาป่าไม้ ที่ดิน และทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  34. การส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสม
  35. การจัดตั้งและดูแลระบบบำบัดน้ำเสียรวม
  36. การจัดสิ่งแวดล้อมและมลพิษต่างๆ
  37. การจัดการดูแลสถานีขนส่งทางบกและทางน้ำ
  38. การพาณิชย์ การส่งเสริมการลงทุน และการทำกิจการไม่ว่าจะดำเนินการเองหรือร่วมกับบุคคลอื่นหรือสหการ
  39. การสร้างและบำรุงรักษาทางบกและทางน้ำที่เชื่อมต่อระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
  40. การจัดตั้งดูแลตลาดกลาง
  41. การส่งเสริมการกีฬา จารีตประเพณีและวัฒนธรมอันดีงาม
  42. การจัดให้มีโรงพยาบาลจังหวัด การรักษาพยาบาลการป้องกันและควบคุมโรคติดต่อ

 

  1. ยุทธศาสตร์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
    • วิสัยทัศน์

“พัฒนาระบบบริการสาธารณะขั้นพื้นฐานให้เพียงพอ การคมนาคมสะดวก สิ่งแวดล้อมไม่เป็นพิษ  เศรษฐกิจดี มีถานที่พักผ่อนหย่อนใจ”

  • ยุทธศาสตร์ ประกอบไปด้วย  5 ยุทธศาสตร์
  1. ยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐาน
  2. ยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านงานส่งเสริมคุณภาพชีวิต
  3. ยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านการจัดระเบียบชุมชน / บริหารจัดการ /การส่งเสริมการลงทุน /พาณิชยกรรมและการท่องเที่ยว
  4. ยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านการศิลปะ วัฒนธรรม จารีตประเพณี  ภูมิปัญญาท้องถิ่นตลอดทั้งอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  5. ยุทธศาสตร์การพัฒนาการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี/นโยบายที่สำคัญของรัฐบาล
    • เป้าประสงค์
  6. เพื่อพัฒนาระบบสาธารณูปโภค – สาธารณูปการอย่างมีประสิทธิภาพและทั่วถึง
  7. เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี
  8. เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ให้ชุมชนมีความสงบเป็นระเบียบเรียบร้อย มีความปลอดภัยทั้งชีวิตและทรัพย์สิน
  1. ปัญหายาเสพติดน้อยลง
  2. เพื่ออนุรักษ์ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณีให้คงอยู่สืบไป
  3. เพื่อให้ทรัพยากร ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมมีความอุดมสมบูรณ์รวมทั้งปราศจากมลภาวะ
  4. เพื่อสนับสนุนประชาชนทุกภาคส่วนของสังคมได้เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารงานขององค์กรและสามารถตรวจสอบการปฏิบัติงาน ก่อให้เกิดความพอใจและประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนในท้องถิ่น

2.4 ตัวชี้วัด

    1. จำนวนโครงการที่ดำเนินการก่อสร้าง และปรับปรุง
    2. 2. จำนวนประชาชนผู้มีสุขภาพร่างกายและสุขภาพจิตดีและได้รับการศึกษาเพิ่มขึ้น
    3. ประชาชนมีความปลอดภัยทั้งชีวิตและทรัพย์สินรวมทั้งปัญหายาเสพติดน้อยลง
    4. ประชาชนดำรงวิถีชีวิต ภูมิปัญญา พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน
    5. จำนวนขยะภายในชุมชนมีจำนวนลดน้อยลง
    6. ร้อยละของการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดำเนินงาน
    7. จำนวนครั้งของบุคลากรที่เข้ารับการฝึกอบรม (คน /ปี)

2.5 ค่าเป้าหมาย

    1. เพื่อให้มีโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ดีขึ้น
    2. เพื่อให้คุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้นทั้งทางกายและจิตใจ
    3. เพื่อให้ชุมชนมีการบริหารจัดการที่ดีขึ้น
    4. เพื่อรักษาวัฒนธรรม ประเพณีท้องถิ่น ให้ยั่งยืนสืบไป
    5. เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล

2.6 กลยุทธ์

    1. ให้มีการบริหารงานที่มุ่งผลสัมฤทธิ์
    2. ดำเนินการให้ประชาชนมีการศึกษา มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงและเลิกยุ่งกับยาเสพติด
    3. จัดให้มีการดำเนินการให้ประชาชนมีส่วนในการพัฒนาชุมชน
    4. ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี
    5. จัดให้มีการดำเนินการให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล
  • จุดยืนทางยุทธศาสตร์

จากประเด็นความเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ที่สำคัญของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 ยุทธศาสตร์ชาติ และยุทธศาสตร์จังหวัด จะเห็นได้ว่ามีความเชื่อมโยงกันอย่างชัดเจนในการนำมาเป็นแนวทางกำหนดประเด็นยุทธศาสตร์การพัฒนาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งการกำหนดประเด็นยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ชัดเจนจะเป็นการเตรียมการพัฒนา  เป็นการนำภูมิคุ้มกันที่มีอยู่ พร้อมทั้งเร่งสร้างภูมิคุ้มกันในท้องถิ่นให้เข้มแข็งขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อมคน สังคม และระบบเศรษฐกิจของชุมชนให้สามารถปรับตัวรองรับผลกระทบจากการที่สภาวการณ์เปลี่ยนแปลงได้เหมาะสม โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาคน  สังคมเศรษฐกิจภายในชุมชนให้มีคุณภาพ ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ภายในชุมชนอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด รวมทั้งสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจด้วยฐานความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม  และความคิดสร้างสรรค์ บนพื้นฐานการผลิตและการบริโภคที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม  ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาเพื่อประโยชน์สุขที่ยั่งยืนของชุมชนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง  องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านแป้ง จึงได้กำหนดจุดยืนทางยุทธศาสตร์ (Positioning) คือ” เป็นเมืองน่าอยู่ สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานครอบคลุมทุกพื้นที่ มีภูมิคุ้มกันทางสังคมเพื่อให้ชุมชนมีรากฐานที่เข้มแข็ง”

  • ความเชื่อมโยงของยุทธศาสตร์ในภาพรวม

ยุทธศาสตร์ในภาพรวมของ องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านแป้งนั้นก็สัมพันธ์กัน เช่น ยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐานก็ มีการก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กซึ่งเมื่อมีถนนที่มีคุณภาพดีแล้วก็ส่งผลต่อยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านงานส่งเสริมคุณภาพชีวิต คือ ประชาชนสามารถสัญจรไปมาได้โดยสะดวกและปลอดภัยจากอุบัติบนท้องถนนที่เกิดจาก สภาพถนนชำรุด เป็นต้น

  1. การวิเคราะห์เพื่อพัฒนาท้องถิ่น

3.1 การวิเคราะห์กรอบการจัดทำยุทธศาสตร์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

(ใช้การวิเคราะห์  SWOT Analysis /Demand ( Demand Analysis) / Global Demand และ Trend ปัจจัยและสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงที่มีผลต่อการพัฒนา อย่างน้อยต้องประกอบด้วย การวิเคราะห์ศักยภาพ  ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม  ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

จุดแข็ง (Strength)

1.มีเส้นทางคมนาคมขนส่งที่เชื่อมโยงสู่อำเภอใกล้เคียงและจังหวัดอื่นได้สะดวก
2.มีพื้นที่ทำการเกษตรจำนวนมาก
3.พื้นที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำที่สำคัญ คือ แม่น้ำเจ้าพระยา  และมีคลองที่สำคัญภายในตำบล คือ คลองแสง คลองบ่อหลา และคลองบางผี ทำให้มีแหล่งน้ำสำหรับใช้ทำการเกษตร เช่น การทำนา ได้ทั้งปี

จุดอ่อน (Weakness)

    1. การรวมกลุ่มอาชีพยังไม่มีความเข้มแข็ง
    2. โครงสร้างพื้นฐานยังไม่เพียงพอในการบริการประชาชน ทั้งถนน  ไฟฟ้า  ประปา เกษตรกรโดยรวมยังมีปัญหาหนี้สินและความยากจน
    3. ขาดตลาดกลางจำหน่ายและกระจายสินค้าทางการเกษตร
    4. ผลผลิตมีคุณภาพไม่สม่ำเสมอต้องอาศัยธรรมชาติหลัก

โอกาส (Opportunity)

1.นโยบายของรัฐบาลเกี่ยวกับการส่งเสริมเกษตรกรรม
2.ส่งเสริมการใช้ปุ๋ยชีวภาพแทนปุ๋ยเคมี
3.พัฒนาคุณภาพ ประสิทธิภาพการผลิต ผลผลิตทางการเกษตร
4.การสร้างความเข้มแข็งตามระบบเศรษฐกิจพอเพียง

อุปสรรค (Threat)

1.ประสบปัญหาภัยธรรมชาติ (ปัญหาอุทกภัย)
2.ราคาผลผลิตตกต่ำ
3.งบประมาณและรายได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการพัฒนาความเป็นอยู่
4.ภัยจากการใช้สารเคมีมีแนวโน้มรุนแรง

 

  • การประเมินสถานการณ์สภาพแวดล้อมภายนอกที่เกี่ยวข้อง

ผลการประเมินสถานการณ์สภาพแวดล้อม เพื่อให้การวางแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาขององค์การบริหารส่วนตำบลบ้านแป้ง สามารถตอบสนองความต้องการของชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านแป้งจึงทำการประเมินสถานการณ์สภาพแวดล้อมภายนอก โดยแบ่งตามประเภทของปัญหา ดังนี้

1.ปัญหาด้านเศรษฐกิจ

ปัญหา สภาพปัญหา
1.ราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ 1.ขาดการประกันราคาพืช
2.ปัจจัยการผลิตมีราคาสูง 2.ไม่มีการควบคุมราคาปัจจัยของการผลิต
3.ขาดเงินทุนในการประกอบอาชีพ 3.ไม่มีเงินทุนสำหรับใช้ในการประกอบอาชีพ
4.ขาดความรู้ในการประกอบอาชีพอื่น 4.ส่วนใหญ่แล้วไม่มีอาชีพอื่นทำประกอบนอกจากทำนาอย่างเดียว

 

2.ปัญหาด้านสังคม

1.ความเข้มแข็งของชุมชน 1.ราษฎรในพื้นที่ขาดความสามัคคีในการรวมกลุ่ม
2.ยาเสพติด 2.การให้ความรู้แก่ชุมชนในเรื่องเกี่ยวกับปัญหายาเสพติดไม่ทั่วถึง
3.กีฬาและนันทนาการ 3.ขาดผู้นำด้านการกีฬา

 

3.ปัญหาด้านโครงสร้างพื้นฐาน

1.คมนาคม 1.สภาพถนนเป็นหลุมเป็นบ่อในบางพื้นที่
2.เสียงตามสายมีปัญหามานาน 2.ชาวบ้านไม่ได้ยินข่าวสารอย่างทั่วถึง
3.น้ำประปาไหลไม่สะดวก 3.ชาวบ้านใช้น้ำไม่เต็มที่

 

4.ปัญหาด้านแหล่งน้ำ

1.คลองบางแห่งตื้นเขิน 1.น้ำไหลไม่สะดวก ผักตบชวาเยอะ เก็บน้ำได้ไม่มาก
2.แหล่งน้ำบางแห่งไม่สะอาด 2.เนื่องจากชาวบ้านใช้สารเคมีในการเกษตรเยอะทำให้สารเคมีไหลลงแหล่งน้ำ

 

5.ปัญหาด้านสาธารณสุข

1.ป้องกันโรคติดต่อ 1.ขาดความรู้ คำแนะนำที่ถูกต้องเกี่ยวกับปัญหา
2.สุขภาพอนามัย 2.ขาดความสนใจ ดูแลเอาใจใส่สุขภาพ
3.การบริการสาธารณสุขมูลฐาน 3. ขาดแคลนวัสดุ อุปกรณ์ บุคลากรให้บริการอย่างทั่วถึง

 

6.ปัญหาด้านการเมือง  การบริหาร

1.การปกครองระบบประชาธิปไตย 1.ขาดความรู้ ความสนใจในระบอบประชาธิปไตย
2.ความสนใจในการมีส่วนร่วม 2.ประชาชนขาดความสนใจการเข้าร่วมประชาคมและไม่ทราบถึงประโยชน์ของการเข้าร่วมประชาคม

 

ส่วนที่ 5 การติดตามและประเมินผล

การติดตาม (Monitoring)

การติดตามจะทำให้เราทราบได้ว่าขณะนี้ได้มีการปฏิบัติตามแผนพัฒนาท้องถิ่นถึงระยะใดแล้วซึ่งเทคนิคอย่างง่ายที่สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการติดตามได้ เช่น Gant  Chart ที่จะทำให้หน่วยงานสามารถติดตามได้ว่าการดำเนินการตามแผนพัฒนาท้องถิ่นดำเนินการถึงช่วงใด  ตรงกำหนดระยะเวลาที่กำหนดไว้หรือไม่ แผนดำเนินงานก็จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการติดตามผลการดำเนินงาน

การประเมินผล (Evaluation)

การประเมินผลแผนพัฒนาท้องถิ่น จำเป็นต้องมีเกณฑ์มาตรฐาน (Standard criteria) และตัวชี้วัด

( indicators) เพื่อใช้เป็นกรอบในการประเมินเพื่อให้เกิดความชัดเจน เป็นระบบมีมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับโดยประกอบด้วยเกณฑ์ที่สำคัญใน  2 ระดับ คือ เกณฑ์การประเมินหน่วยงานและเกณฑ์การประเมินโครงการและพิจารณาเบ่งชี้ให้ทราบถึงจุดเด่นหรือจุดด้อยของงาน/โครงการ อย่างมีระบบแล้วตัดสินใจว่าจะปรับปรุงแก้ไขงาน/โครงการนั้น เพื่อการดำเนินการต่อไปหรือยุติการดำเนินโครงการนั้น วิธีการติดตามและประเมินผล เป็นการแสดงถึงวิธีการติดตามและประเมินผลโครงการโดยกำหนดรูปแบบแผนที่จะใช้ในการติดตามและประเมินผล เพื่อตรวจสอบว่าการดำเนินกิจกรรม/โครงการอยู่ภายใต้ระยะเวลาและงบประมาณที่กำหนดไว้หรือไม่ และผลการดำเนิน/โครงการบรรลุวัตถุประสงค์ที่วางไว้หรือไม่  โดยการติดตามเป็นการตรวจสอบระหว่างการดำเนินการกิจกรรมตามแผนงาน/โครงการในขณะที่ทำการประเมินผลเป็นการตรวจสอบที่เกิดขึ้นจริงเมื่อดำเนินโครงการเสร็จแล้วเปรียบเทียบกับวัตถุประสงค์ที่ได้ตั้งไว้

ในการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นนั้นจะต้องมีการติดตามและประเมินผลแผนพัฒนา ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการจัดทำแผนพัฒนาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2548 ข้อ 28 กำหนดให้ผู้บริหารท้องถิ่นแต่งตั้งคณะกรรมการติดตามและประเมินผลแผนพัฒนาท้องถิ่น ประกอบด้วย

    1. สมาชิกสภาท้องถิ่นที่สภาท้องถิ่นคัดเลือกจำนวนสามคน
    2. ผู้แทนประชาคมท้องถิ่นที่ประชาคมท้องถิ่นคัดเลือกจำนวนสองคน
    3. ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ผู้บริหารท้องถิ่นคัดเลือกจำนวนสองคน
    4. หัวหน้าส่วนการบริหารที่คัดเลือกกันเองจำนวนสองคน
    5. ผู้ทรงคุณวุฒิที่ผู้บริหารท้องถิ่นคัดเลือกจำนวนสองคน

โดยให้คณะกรรมการเลือกกรรมการหนึ่งคนทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการ และกรรมการอีกหนึ่งคนทำหน้าที่เลขานุการของคณะกรรมการมีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละ 2 ปีตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการจัดทำแผนพัฒนาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2548 ข้อ 29และระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการจัดทำแผนพัฒนาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

(ฉบับที่ 2 ) พ.ศ. 2559 ข้อ 13 กำหนดให้คณะกรรมการติดตามและประเมินผลแผนพัฒนาท้องถิ่น มีอำนาจหน้าที่ ดังนี้

    1. กำหนดแนวทาง วิธีการในการติดตามและประเมินผลแผนพัฒนา
    2. ดำเนินการติดตามและประเมินผลแผนพัฒนา
    3. รายงานและเสนอความเห็นซึ่งได้จากการติดตามและประเมินผลแผนพัฒนาต่อผู้บริหารท้องถิ่น เพื่อให้ผู้บริหารท้องถิ่นเสนอต่อสภาท้องถิ่น และคณะกรรมการพัฒนาท้องถิ่น พร้อมทั้งประกาศผลการติดตามและประเมินผลแผนพัฒนาให้ประชาชนในท้องถิ่นทราบในที่เปิดเผยภายใน 15 วันนับแต่วันรายงานผลและเสนอความเห็นดังกล่าวและต้องปิดประกาศไว้เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 30 วัน โดยอย่างน้อยปีละ 2 ครั้งภายในเดือนเมษายนและภายในเดือนตุลาคมของทุกปี
    4. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานเพื่อช่วยปฏิบัติงานตามที่เห็นสมควร

องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอาจมอบให้หน่วยงานหรือบุคคลภายนอกดำเนินการหรือร่วมดำเนินการติดตามและประเมินผลแผนพัฒนาได้ โดยมีขั้นตอนดำเนินการดังนี้

    1. คณะกรรมการติดตามและประเมินผลแผนพัฒนาท้องถิ่นจัดทำร่างข้อกำหนดขอบข่ายและรายละเอียดของงานที่จะมอบหมายให้หน่วยงานหรือบุคคลภายนอกดำเนินการเพื่อเสนอผู้บริหารท้องถิ่น
    2. ผู้บริหารท้องถิ่นพิจารณาอนุมัติข้อกำหนดขอบข่ายและรายละเอียดของงาน
    3. หน่วยงานหรือบุคคลภายนอกดำเนินการหรือร่วมดำเนินการการติดตามและประเมินผล
    4. ให้หน่วยงานหรือบุคคลภายนอกที่ดำเนินการหรือร่วมดำเนินการติดตามและประเมินผลรายงานผลรายงานผลการดำเนินการซึ่งได้จากการติดตามและประเมินผลต่อคณะกรรมการติดตามและประเมินผล เพื่อประเมินผลการรายงานผล เสนอความเห็นต่อผู้บริหารท้องถิ่น
    5. ผู้บริหารท้องถิ่นเสนอผลการติดตามและประเมินผลต่อสภาท้องถิ่น และคณะกรรมการพัฒนาท้องถิ่น พร้อมทั้งประกาศผลการติดตามและประเมินผลแผนพัฒนาให้ประชาชนในท้องถิ่นทราบในที่เปิดเผยภายใน 15 วันนับแต่วันที่ผู้บริหารท้องถิ่นเสนอผลการติดตามและประเมินผลดังกล่าวและต้องปิดประกาศโดยเปิดเผยไม่น้อยกว่า 30 วัน โดยอย่างน้อยปีละ 2 สองภายในเดือนเมษายนและภายในเดือนตุลาคมของทุกปี
  1. การติดตามและประเมินผลแผนยุทธศาสตร์

เป็นการติดตามและประเมินผลความสอดคล้องของประเด็นยุทธศาสตร์และโครงการพัฒนาที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ดำเนินงานว่าเป็นไปตามเป้าหมายของการพัฒนาที่สอดคล้องกับพันธกิจ ซึ่งสามารถนำไปสู่การบรรลุวิสัยทัศน์ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกำหนดหรือไม่และโครงการพัฒนานี้ประสบความสำเร็จตามกรอบการประเมินในระดับใด

  1. การติดตามและประเมินผลโครงการ

กรอบแนวคิดการติดตามและประเมินผลโครงการ

    1. เป็นเครื่องมือสำคัญช่วยให้การจัดทำโครงการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
    2. ช่วยให้ทราบปัญหาอุปสรรคสำคัญและหามาตรการแก้ไขได้ทันการณ์
    3. ช่วยให้ทราบว่าโครงการบรรลุวัตถุประสงค์หรือไม่ เพราะเหตุใด
    4. ช่วยในการตัดสินใจว่าสมควรดำเนินโครงการต่อไปหรือไม่

การติดตามโครงการ

คือ กระบวนการวัดปัจจัยนำเข้า (Input)  กิจกรรม (Activities) และผลผลิต (Outputs) ของโครงการซึ่งกระทำเป็นประจำตามช่วงเวลาต่างๆ ระหว่างนำโครงการไปปฏิบัติเพื่อระบุปัญหาและอุปสรรคของการดำเนินโครงการว่าเป็นไปตามแผนหรือไม่เพื่อหามาตรการณ์แก้ไขได้ทันการณ์ การติดตามโครงการมีวัตถุประสงค์เพื่อระบุปัญหาและอุปสรรคระหว่างดำเนินโครงการว่าเป็นไปตามแผนหรือไม่ เพราะเหตุใดและหาทางแก้ไขได้ทันการณ์  การจะติดตามอะไรและเมื่อใดนั้นควรกำหนดขอบเขตการติดตามความก้าวหน้าโครงการในด้านต่างๆ เช่น ติดตามด้านการเตรียมการและการวางแผนโครงการติดตามด้านการดำเนินโครงการ ติดตามด้านการเบิกจ่ายเงิน เป็นต้น

         วิธีการติดตามโครงการ

  • การเตรียมการและวางแผนโครงการ (Project Preparation and Planning) วัตถุประสงค์เพื่อติดตามว่าเป็นไปตามแผนหรือไม่ สาเหตุความล่าช้าของโครงการ (ถ้ามี) โดยกำหนดประเด็นและวิธีการติดตามดังนี้
    • การวางแผน : เปรียบเทียบวันเสร็จจริงกับที่วางแผนไว้
    • การอนุมัติแผน : เปรียบเทียบวันอนุมัติจริงกับที่วางแผนไว้
    • การจัดซื้อจัดจ้าง : เปรียบเทียบวันเสร็จจริงกับที่วางแผนไว้
    • สาเหตุของความล่าช้า : สอบถามผู้รับผิดชอบโครงการ/ตรวจสอบจากเอกสาร

2.)  การดำเนินโครงการ (Project implementation Program) วัตถุประสงค์เพื่อทราบว่าผลผลิตโครงการเป็นไปตามแผนหรือไม่ เพราะอะไร โดยกำหนดประเด็นและวิธีการติดตาม ดังนี้

2.1 เปรียบเทียบผลิตจริง คิดเป็นร้อยละของผลผลิตตามแผน
2.2 เปรียบเทียบผลผลิตระหว่างดำเนินการคิดเป็นร้อยละของผลผลิตตามแผน
2.3 เปรียบเทียบผลิตที่ยกเลิกคิดเป็นร้อยละของผลผลิตตามแผน
2.4 การเบิกจ่ายเงินโครงการเป็นไปตามหรือไม่ ถ้าไม่ มีสาเหตุมาจากอะไร โดยเปรียบเทียบการเบิกจ่ายเงินจริงคิดเป็นร้อยละของการเบิกจ่ายเงินตามแผน

3.) การนำผลการติดตามโครงการไปใช้ประโยชน์เพื่อจะแก้ไขปัญหาและอุปสรรคของความล่าช้า และหามาตรการที่เหมาะสมเพื่อให้การดำเนินการครั้งต่อไปดียิ่งขึ้น

การประเมินผลโครงการ

มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบประสิทธิผลและประสิทธิภาพของโครงการตลอดจนผลกระทบของโครงการที่มีต่อผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย คุณภาพของโครงการและประสิทธิภาพของการบริหารหน่วยงาน การจะประเมินผลโครงการอะไรเมื่อใดนั้น สามารถทำได้ในขอบเขต

วิธีการประเมินผลโครงการ

1 .การประเมินประสิทธิภาพของโครงการ   วัตถุประสงค์เพื่อทราบว่าค่าใช้จ่ายของโครงการเป็นไปอย่างประหยัดหรือตามประมาณการที่วางไว้หรือไม่ โดยเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายต่อหน่วย  ( Actual Project Unit Cost) โดยใช้ค่ากลางหรือใช้งบประมาณโครงการ/ผลผลิตโครงการที่คาดว่าจะได้รับ สำหรับค่าใช้จ่ายต่อหน่วยจริงจะเป็นค่าใช้จ่ายโครงการจริง / ผลผลิตโครงการจริง

  1. การประเมินผลกระทบโครงการ วัตถุประสงค์เพื่อทราบว่าผลกระทบโครงการที่เกิดขึ้นจริงเป็นไปตามแผนที่วางไว้หรือไม่ ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ ทั้งในทางบวกและทางลบ โดยทำการสำรวจความพึงพอใจของผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและผู้ที่ได้รับประโยชน์จากโครงการ
  2. การประเมินผลงานด้านวิชาการของโครงการ (Technical Audit) วัตถุประสงค์เพื่อทราบว่าโครงการที่ผ่านการประเมินประสิทธิผล ประสิทธิภาพและผลกระทบของโครงการมีคุณภาพตามมาตรฐานทางวิชาการของสาขาที่เกี่ยวข้องหรือไม่ โดยกำหนดประเด็นของการประเมินตามมาตรฐานทางวิชาการสาขาที่เกี่ยวข้องนั้นๆ และมอบหมายให้ผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ประเมิน เช่น งานการฝึกอบรม (มอบหมายผู้เชี่ยวชาญด้านฝึกอบรม) เป็นต้น พร้อมทั้งใช้ข้อมูลเอกสารและตรวจสอบผลผลิตโครงการในภาคสนาม
  3. การประเมินประสิทธิภาพการบริหารงานของหน่วยงาน วัตถุประสงค์เพื่อทราบว่าประสิทธิภาพของการบริหารงานของหน่วยงานดำเนินโครงการโดยกำหนดประเด็นและวิธีการประเมินโดยใช้ทฤษฎีหรือตัวแบบเชิงระบบ (System Theory or Model) เป็นกรอบในการประเมินโดยพิจารณาส่วนต่าง ดังนี้

4.1 ปริมาณและคุณภาพของปัจจัยนำเข้า (input) ของโครงการ
4.2 กระบวนการบริหาร (Administrative Process)
4.3 ผลลัพธ์ของโครงการ (Project Outcomes or Results)  ซึ่งประกอบด้วย ผลผลิต โครงการและผลกระทบโครงการโดยมีการประเมินทั้งหน่วยดำเนินการส่วนกลางและในพื้นที่

  1. การนำผลการประเมินไปใช้ประโยชน์ ดังนี้

5.1 ปรับแผนการจัดการโครงการที่เหลือ /ในอนาคตให้บรรลุวัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น
5.2 ปรับปรุงคุณภาพของโครงการให้ได้มาตรฐานทางวิชาการของสาขาที่เกี่ยวข้อง
5.3 ปรับการบริหารของหน่วยดำเนินโครงการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

  • ใช้ประกอบการพิจารณาว่าสมควรดำเนินโครงการต่อไปหรือไม่อย่างไร

3 .สรุปผลการพัฒนาท้องถิ่นในภาพรวม

3.1 การวัดผลในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ

(1) การวัดผลในเชิงปริมาณ

การวัดผลในเชิงปริมาณ (Quantitative measurement) เป็นการวัดที่ตรงไปตรงมา (objective) โดยไม่เอาความรู้สึกเข้าไปเกี่ยวข้อง การวัดจะออกมาเป็นตัวเลข เช่น นาย ก. อายุ 64 สูง 168 น้ำหนัก 86 ไม่ว่าใครจะมองว่า นาย ก. แก่หรือไม่แก่ เตี้ยหรือสูง อ้วนหรือผอม ตัวเลขนี้ก็จะเป็นอย่างนี้ ไม่ว่าใครจะเป็นคนวัดก็ตาม เพราะตัวเลขมาจากตัวนาย ก ที่เป็น object ให้วัดจึงเรียกว่า objective คือเป็นไปตามสิ่งที่วัดไม่ขึ้นอยู่กับคนวัด

ตัวชี้วัดเชิงปริมาณ หมายถึง ความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ของโครงการที่สามารถวัดได้ในเชิงตัวเลขกับความสำเร็จ โดยจะระบุตัวเลขตามหน่วยที่ต้องการ เช่น จำนวน  ความถี่ ร้อยละ   ระยะเวลา อัตราส่วน เช่น มีบุคลากรเข้าร่วมสัมมนา  50  คน ผลิตสื่อการสอนจำนวน 3 รายวิชา /ภาคการศึกษา ฯลฯ

เชิงปริมาณ ตัวอย่างเช่น

  • มีนักศึกษาเข้าร่วมโครงการไม่น้อยกว่า 80 คน จากกลุ่มเป้าหมายทั้งสิ้น 100 คน คิดเป็นร้อยละ 80

(2) การวัดผลในเชิงคุณภาพ

การวัดผลเชิงคุณภาพ (qualitative measurement)เป็นการวัดโดยอาศัยความรู้สึกของคนที่ประเมินสิ่งใดสิ่งหนึ่งตามความรู้สึกของตนเอง (Subjective) ดังนั้น คุณเอ อาจจะบอกว่า นาย ก. แก่ คุณบี อาจจะบอกว่ายังไม่แก่   คุณเอ อาจจะบอกว่า นาย ก เตี้ย คุณบี อาจจะบอกว่าสันทัด คุณเอ๊กอาจจะบอกว่า นาย ก อ้วนมาก  จะเห็นได้ว่าการวัดแบบนี้ผลการวัดจะไม่เป็นตัวเลขแต่จะเป็นคำคุณศัพท์ (adjective)ที่แต่ละคนใช้บรรยายผลการประเมิน นาย ก. คำตอบเป็นไปตามผู้ประเมิน (ประธาน หรือ subject ของประโยค จึงเรียกว่าเป็นการวัดแบบ subjective เป็นไปตามความรู้สึกของผู้ประเมิน

ตัวชี้วัดเชิงคุณภาพ หมายถึง การวัดความสำเร็จที่ปรากฏเป็นเชิงปริมาณว่ามีคุณภาพระดับไหน อย่างไร เช่น ระดับความรู้ ความสามารถ ความสมบูรณ์ ความน่าสนใจ ความน่าเชื่อถือ ความสวยงาม ความคงทนถาวร การได้รับการยอมรับ  ความพึงพอใจ ฯลฯ

เชิงคุณภาพ ตัวอย่าง เช่น

  • ผู้เข้าร่วมโครงการ มีความรู้ความเข้าใจ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 90
  • ผู้เข้าร่วมโครงการ มีความพึงพอใจในภาพรวม ไม่น้อยกว่าร้อยละ  80
  • ผู้เข้าร่วมโครงการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 75

การวัดผลในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ทำได้โดยใช้แบบสำหรับการติดตามและประเมินผลปริมาณและเชิงคุณภาพ เช่น แบบตัวบ่งชี้วัดการปฏิบัติ (Performance Indicators) แบบบัตรคะแนน (Scorecard Model) หรือ Scorecard Model ของ Kaplan & Norton แบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ (Result Framework Model) แบบเชิงเหตุผล (Logical Model) ตัวแบบเชิงเหตุผล แบบวัดกระบวนการปฏิบัติงาน

(Process  Performance Measurement System) ระบบการวัดกระบวนการปฏิบัติงาน หรือ PPMS แบบการประเมินโดยใช้วิธีการแก้ปัญหาหรือเรียนรู้จากปัญหาที่เกิดขึ้นหรือ Problem – Solving Method แบบการประเมินแบบมีส่วนร่วม (Participation Methods) แบบการประเมินผลกระทบ (Impact Evaluation) แบบประเมินความเสี่ยง (Risk Assessment Model) แบบการประเมินตนเอง (Self – assessment Model) และแบบอื่นๆ ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกำหนดขึ้นทั้งนี้ต้องอยู่ภายใต้กรอบแบบประเมินที่กล่าวมาข้างต้น หรือเป็นแบบผสมก็ได้

4.ข้อเสนอแนะในการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นในอนาคต

4.1 ผลกระทบนำไปสู่อนาคต

    1. เกิดการพัฒนาที่ล่าช้า เพราะการดำเนินงานต่างๆขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องผ่านกระบวนการหลายขั้นตอนสลับซับซ้อน
    2. ประชาชนอาจเกิดความเบื่อหน่ายกับกระบวนการจัดทำแผนที่มีความยุ่งยากมากขึ้น
    3. ปัญหาอาจไม่ได้รับการแก้ไขอย่างตรงจุดเพราะข้อจำกัดของระเบียบกฎหมายที่ทำได้ยากและบางเรื่องอาจทำไม่ได้

4.2 ข้อสังเกต ข้อเสนอแนะ ผลจากการพัฒนา

    1. การจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นสี่ปีควรพิจารณาใช้ประเด็นยุทธศาสตร์การพัฒนามาเป็นกรอบในการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นสี่ปีและให้มีความสอดคล้องกัน
    2. การจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นสี่ปีควรพิจารณางบประมาณและคำนึงถึงสถานะทางการคลังในการพิจารณาโครงการ / กิจกรรมที่จะบรรจุในแผนพัฒนาท้องถิ่นสี่ปี
    3. ควรเร่งรัดให้มีการดำเนินโครงการ /กิจกรรม ที่ตั้งในข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายให้สามารถดำเนินการได้ในปีงบประมาณนั้น
    4. องค์การบริหารส่วนตำบล ควรพิจารณาตั้งงบประมาณให้เพียงพอและเหมาะสมกับภารกิจแต่ละด้านที่จะต้องดำเนินการซึ่งจะช่วยลดปัญหาในการโอนเพิ่ม โอนลด โอนตั้งจ่ายรายการใหม่